
ท้องอด โลกอ่วม อาหารยิ่งแพง ยิ่งปลุกเร้าจลาจล
ความไร้เสถียรภาพในประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในเวลานี้ สายตาของผู้คนอาจจะจับจ้องไปที่ภาวะผู้นำ
ความไร้เสถียรภาพในประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในเวลานี้ สายตาของผู้คนอาจจะจับจ้องไปที่ภาวะผู้นำ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ความไร้เสถียรภาพในประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในเวลานี้ สายตาของผู้คนอาจจะจับจ้องไปที่ภาวะผู้นำ
ทว่าเบื้องลึกนอกเหนือจากปัจจัยในเรื่องของความแหนงหน่ายกับสภาพที่จำเจในวังวนการบริหารประเทศสิ่งหนึ่งต้องให้น้ำหนักกับเรื่องปากท้องเป็นสำคัญ
ราคาอาหารกำลังทำหน้าที่เป็นเหมือนตาน้ำ ปล่อยไว้ให้คาราคาซังก็รังแต่จะฉุดประเทศให้จมลงสู่ท้องมหาสมุทรของความวุ่นวาย
ความอดอยากปากแห้งของนักศึกษาตกงานชาวตูนิเซียคนเดียว ที่ห่ามจุดไฟเผาตัวเองแสดงความไม่พอใจที่โดนผลักไสจากภาครัฐ เป็นแรงผลักดันมหาศาล เมื่อลงลึกไปในปัญหาจะพบว่า นักศึกษาชาวตูนิเซียรายนั้นทำหน้าที่เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงปัญหาของคนกว่า 10 ล้านคนในประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะข้าวยากหมากแพง
ชาวตูนิเซียที่มีรายได้จีดีพีต่อหัวอยู่ที่ 3,903 เหรียญสหรัฐต่อปี ทว่าสัดส่วนของเงินที่ใช้ไปกับค่าอาหารกลับสูงถึงราว 36.7% จากตัวเลขการบริโภคในครัวเรือนทั้งหมด เฉพาะในช่วงสั้นๆ ของปี 2554 ราคาขนมปังและซีเรียลเพิ่มขึ้นแล้วราวกว่า 3.5%
เช่นกันก่อนที่จะเกิดความวุ่นวายในอียิปต์ ประเทศซึ่งนำเข้าข้าวสาลีปริมาณมากที่สุดในโลกนั้น รัฐบาลอียิปต์พยายามแบกรับราคาสินค้านำเข้าที่ถีบตัวสูงขึ้นไว้ถึง 678 ล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านงบประมาณในปี 2553-2554 แม้จะเป็นตัวเลขก้อนโต แต่กลับเป็นการก้าวพลาดก็ว่าได้ เพราะประชาชนไม่ได้รู้สึกถึงความช่วยเหลือนั้น การกินอยู่ก็ยังเป็นไปอย่างฝืดเคืองจนนำมาซึ่งปัญหา
พลิกดูต้องเลขของอาหารในลิเบีย อียิปต์ ตูนิเซีย 3 โดมิโนจลาจล ประสบชะตากรรมเดียวกัน คือ รัฐบาลคุมราคาข้าวสาลีและข้าวโพดไว้ไม่อยู่
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ ต้องยอมรับว่า “จลาจล” “ปากท้อง” และ “ราคาอาหาร” มีความเชื่อมโยงกันอยู่
สถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นผลต่อยอดจากราคาอาหารที่เป็นปัจจัยประทังชีพไร้ความมั่นคง
ในเดือนนี้ธนาคารโลกออกคำเตือนมาว่า นับตั้งแต่ในช่วงเดือน มิ.ย. 2553 มีประชากรราว 44 ล้านคนบนโลกได้ขยับถอยเข้าไปอยู่ในกลุ่ม “Extreme Poverty” ซึ่งตามความหมายของธนาคารโลกคือ กลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐต่อวัน
ฝรั่งเศสซึ่งเป็นประธานในการประชุมกลุ่ม จี20 ในปีนี้ ได้เสนอมาตรการทางโครงสร้างในการปรับปรุงความมั่นคงทางด้านอาหารโลก และลดความแกว่งไกวของราคาอาหารที่กำลังเกิดขึ้นทั่วไป
ดัชนีราคาอาหารโลกในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุว่า ราคาอาหารไต่ระดับสูงขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 แล้ว ผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้น 6.2% น้ำมันเพิ่มขึ้น 5.6% น้ำตาลเพิ่มขึ้น 5.4% และซีเรียล (ข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าว) เพิ่มขึ้น 3%
ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นสัญญาณเตือนให้ระแวดระวังถึงวิกฤตในปี 2551 กำลังบีบไล่เข้ามาแล้ว
เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งประเทศที่ต้องประหวั่นถึงความไม่สงบจากราคาอาหาร เมื่อจีดีพีต่อหัวของชาวเวเนซุเอลาอยู่ที่ราว 11,246 เหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่สัดส่วนของรายได้ที่ต้องทุ่มไปกับอาหารคิดเป็น 32% จากตัวเลขการบริโภคในครัวเรือนทั้งหมด
อาหารเกือบทุกชนิดในเวเนซุเอลา ทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ ผัก ถีบตัวสุดโต่งเพิ่มจากเดิมถึง 2 เท่า
กระทั่งซาอุดีอาระเบียเองก็ดี ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ความมั่งคั่งก็กระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มน้อยในประเทศ คาดการณ์ว่าภาวะเงินเฟ้อในอาหารของซาอุดีอาระเบีย ในปี 2554 จะพุ่งถึง 9%
เวียดนามยิ่งชัดเจนใหญ่ เมื่อจีดีพีต่อหัวอยู่ที่ 1,051 เหรียญสหรัฐ แต่มีสัดส่วนของราคาเงินที่ต้องจ่ายไปกับค่าอาหารถึงราว 50.7% จากตัวเลขการบริโภคในครัวเรือนทั้งหมด
เรียกว่า ทำงานเพื่อให้มีเงินพอกินโดยแท้
ทว่าที่น่าเป็นกังวลมากที่สุด หลีกไม่พ้นจีนและอินเดีย สองประเทศนี้ติดอยู่ในกลุ่มของประเทศในเอเชียที่มีอัตราเงินเฟ้อในราคาอาหารสูงมากที่สุด
ทั้งที่ผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวในอินเดียช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ดัชนีราคาอาหารยังคงทะยานสูงระดับเลขสองหลักมากกว่าเมื่อปี 2553 มาก โดยตัวเลขล่าสุดเมื่อช่วงปลายสัปดาห์แรกของเดือน ก.พ. ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 11.49% สูสีกับจีน ซึ่งราคาอาหารในเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 10.3% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 2553
ประกอบกับในเวลานี้อินเดียกำลังหึ่งด้วยปัญหาคอร์รัปชัน ไม่นับรวมถึงแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ทำสถิติรายวัน
ขณะที่ผลการสำรวจล่าสุดพบว่า ความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลจีนลดลงถึง 4 จุด ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2552 เหตุเนื่องจากความกังวลเรื่องราคาอาหารที่มีผลกระทบต่อรายได้ ทั้งที่ถ้าย้อนกลับไปดูผลการสำรวจที่ผ่านๆ มาก่อนหน้านี้ เสถียรภาพความมั่นคงของรายได้และสุขภาพเป็นเรื่องที่ชาวจีนให้น้ำหนักมากกว่าเรื่องของราคาอาหาร
ดังนั้น ไม่แปลกที่จีนเป็นหนึ่งประเทศที่ติดโผเสี่ยงเกิดความวุ่นวายในประเทศ ซึ่งมีเชื้อสุมจากเรื่องของราคาอาหาร ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งเองก็เกรงปัญหาจลาจลและความวุ่นวายจะลามมาถึงประเทศเช่นกัน จึงตั้งปราการสกัดทุกด่านที่จะทำได้
ไม่ต้องมองอื่นไกล ปัญหาน้ำมันปาล์มที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านเราและถกกันมายาวนานก็เป็นเรื่องของผลกระทบราคาอาหารโลก และสินค้าเกษตรที่ไต่ระดับขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายปี 2553
ตัดประเด็นในเรื่องช่องโหว่ในการบริหารของรัฐและรูรั่วในเรื่องการ “สวาปาล์ม” อย่างที่มีการวิจารณ์ จะพบว่าราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกก็ถีบตัวสูงขึ้นด้วย
ทางออกหนึ่งที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะช่วยกำราบความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นจากราคาอาหารในแต่ละประเทศ คือ หน่วยงานระดับนานาชาติอย่างเอฟเอโอต้องเข้มงวดในการควบคุมภาพรวมของตลาด ตรวจตรามาตรการระงับการส่งออก หรือการกีดกันทางการค้า เพื่อไม่ให้ตลาดอาหารโลกปั่นป่วนไปมากกว่านี้
ในเวลาเดียวกันแต่ละประเทศต้องไม่ละเลยประสบการณ์วิกฤตราคาอาหารเมื่อปี 2551 ถึงเวลาแล้วที่ต้องใช้มาตรการควบคุมราคาอาหารแบบที่ส่งผลตรงถึงปากท้อง และกระเป๋าเงินของประชาชนอย่างจริงจัง
อย่ามัวแต่ลำพองว่า เกิดเป็นผู้นำแบบเก้าอี้ดนตรี ไม่ได้ครองอำนาจนานนมอย่างในโลกอาหรับแล้วจะหลุดพ้นความวุ่นวาย
แทนที่จะแก้ปัญหาเรื่องราคาอาหาร การปล่อยทิ้งไว้อาจจะต้องรับศึกใหญ่กว่าการหันไปแก้ปัญหาจลาจล เพราะพลเมืองกำลังโดนปลุกปั่นด้วยปัญหาอาหารและปากท้อง







