
วิกฤตอาหรับ ทำเงินหยุดไหลออกดุลชำระเงินยังเป็นบวก
ในปีที่แล้ว เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยสูงปรี๊ด จนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 10% จนหลุดกรอบ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐลงไป
ในปีที่แล้ว เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยสูงปรี๊ด จนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 10% จนหลุดกรอบ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐลงไป
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ในปีที่แล้ว เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยสูงปรี๊ด จนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 10% จนหลุดกรอบ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐลงไป
ตลาดหุ้นไทย กลายเป็นตลาดหุ้นกระทิงวิ่งไม่หยุดทะลุพันจุดไปเลย เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิในเดือน ธ.ค. 2553 มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 801 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นการไหลเข้าในธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สุทธิ 976 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการเกินจากการที่ ธปท.เข้าไปแทรกแซงตลาดเงินโดยตรง
นอกจากนี้ก็เป็นเงินไหลเข้าภาครัฐบาลสุทธิ 73 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นผลจากการที่นักลงทุนต่างชาติมาซื้อพันธบัตรในตลาดรองส่วนภาคการธนาคารมีเงินไหลออกสุทธิ 922 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น ขณะที่เงินทุนไหลเข้าบางส่วน จากการที่นักลงทุนต่างชาติซื้อหลักทรัพย์ภาคธนาคารในตลาดหลักทรัพย์
ขณะที่ภาคธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารมีเงินไหลออกสุทธิ 488 ล้านเหรียญสหรัฐ จากธุรกรรมที่ผู้นำเข้าไทยได้รับสินเชื่อการค้าจากต่างประเทศ การลงทุนในหลักทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ดุลการชำระเงินของไทยจึงเกินดุลสุทธิอยู่ ตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.จนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 24 ก.พ.นี้ ต่างชาติขายหุ้นไปแล้วสุทธิ 20,002.86 ล้านบาท ค่าเงินบาทก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าจะเกิดเงินไหลออกจากประเทศไทยไปลงทุนในประเทศอื่น
ในช่วงแรกท่าทางน่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ทันทีที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตการเมืองในอียิปต์และลามไปหลายประเทศในตะวันออกกลาง ก็ทำให้เงินที่ทำท่าจะไหลออกไป ก็พักอยู่ในประเทศ
อย่างไรก็ดี เงินที่พักในประเทศ ย้ายไปอยู่ในรูปการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งยังให้ผลตอบแทนสูง และยังไม่รู้ว่าเงินลงทุนเหล่านี้จะโยกออกจากประเทศหรือไม่ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางสงบลง
เงินทุนไหลเข้าไหลออกนั้นจะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยมีผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นตัวแปร
สำหรับไทยนั้น ตัวแปรที่ชัดเจนที่จะสกัดไม่ให้เงินทุนไหลออกก็คือ ดอกเบี้ยขาขึ้น ที่นักวิเคราะห์มองกันว่าดอกเบี้ยของไทยในปีนี้จะปรับขึ้นได้ถึง 1% ซึ่งจะเป็นตัวดึงดูดให้เงินทุนยังคงวนเวียนในประเทศ
แต่การจะหวังให้เงินไหลเข้าเป็นน้ำป่าไหลหลากเหมือนในปีที่แล้วคงจะยากขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังไม่เอื้ออำนวย แถมดูแนวโน้มภาวะเงินเฟ้อของโลกจะปรับตัวขึ้นเพราะราคาน้ำมันแพงจากเหตุวิกฤตการเมืองในตะวันออกกลาง
ในปี 2553 ธปท.รายงานมาว่า อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับเป้าหมาย 0.53.5% แต่ในปี 2554 มีการตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 2.83.8%
ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ไม่ห่วงเรื่องราคาน้ำมันสูงจะมาเป็นปัจจัยกดดันภาวะเงินเฟ้อมากขึ้น เนื่องจากมองว่าราคาน้ำมันน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 8090 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลต่อไป เพราะกลุ่มประเทศผู้ผลิตเองก็บอกว่าพอใจระดับราคาเฉลี่ย 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงคาดว่าราคาไม่น่าจะปรับไปสูงถึง 140-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ในระยะนี้
“ไม่คิดว่าราคาน้ำมันจะสูงอย่างที่ตลาดกังวล เพราะผู้ผลิตเองก็บอกอยู่ว่าพอใจราคาประมาณ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพราะเขาก็ห่วงว่าถ้าราคาสูงมากเกินไป คนใช้จะหันไปพัฒนาพลังงานทางเลือกกันเร็วขึ้นก็ได้ เพราะฉะนั้นความกังวลเรื่องราคาน้ำมันปรับสูงจะกดดันเงินเฟ้อก็ไม่น่าห่วงมากนัก แต่เรื่องนี้ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าสถานการณ์ความไม่สงบในกลุ่มประเทศผู้ผลิตบางส่วนที่มีปัญหาในตอนนี้จะเป็นอย่างไร จะกระทบราคาน้ำมันในตลาดมากน้อยแค่ไหน” ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าว
ดังนั้น เป้าหมายเงินเฟ้อและผลตอบแทนที่ยังอยู่ในระดับสูง จะทำให้ดุลชำระเงินของไทยยังไม่น่าเป็นห่วง แม้เงินทุนไม่ไหลเข้า แต่ถ้าเงินทุนไม่ไหลออกการรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนก็จะทำได้ดี
และดุลชำระเงินที่ดี ก็แสดงฐานะของประเทศที่ยังคงเป็นประเทศที่น่าลงทุนอยู่







