
โลกมองไทย
แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจะประสบกับความวุ่นวายและสถานการณ์ขัดแย้งภายในประเทศอยู่หลายระลอก โดยลุกลามบานปลายจากเวทีการเมืองไปสู่สนามเศรษฐกิจ จนส่งผลให้นักลงทุนชาวต่างชาติเข็ดขยาด หอบเงินลงทุนหลีกหนีจากไทยไปประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงในละแวกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างล้นหลาม เช่น มาเลเซีย แต่ทว่าตัวเลขสถิติด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยที่รายงานออกมานั้น กลับเป็นไปในทิศทางตรงข้ามจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
บีบีซีรายงานโดยอ้างตัวเลขจากรอยเตอร์สซึ่งระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีของไทยโตขึ้น 7.8% ขณะที่สัดส่วนด้านการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 28.1% อันเป็นสัญญาณบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า ภาคการส่งออกของประเทศมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องยุ่งยากทางการเมือง
โอลิเวอร์ ฟอลล์ บรรณาธิการด้านรายงานธุรกิจประจำประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยแล้ว อุตสาหกรรมและการเมืองดูจะเป็นเรื่องที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพราะประเทศไทยยังเป็นผู้นำด้านการส่งออก เนื่องจากความยุ่งยากทั้งหลายกระจุกอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ดังนั้นเมืองท่าอุตสาหกรรม อย่างอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการส่งออก จึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
ทว่า บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ความไม่มั่นคงทางการเมืองเป็นตัวขัดขวางไม่ให้นักลงทุนหน้าใหม่กล้าที่จะเดินฝ่าพงหญ้ารกชัฏเข้ามา แต่เหล่านักธุรกิจที่เป็นผู้เล่นอยู่ในตลาดอยู่แล้ว เช่น ผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นที่เดินหน้าลงทุนต่อเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว เนื่องจากในสายตาของนักธุรกิจเหล่านั้น ไทยยังคงมีศักยภาพและเพียบพร้อมด้วยทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐาน โดยนักธุรกิจรายหนึ่งถึงกับแสดงทัศนะไว้เลยว่า ธุรกิจของประเทศไทยสามารถประสบความสำเร็จได้ แม้ว่ารัฐบาลจะอยู่ในสภาวะย่ำแย่แค่ไหนก็ตาม







