
ดอกเบี้ยขาขึ้น
...อรุณ จิรชวาลา
หลายเดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ประชุมทีไร ก็มักจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ทุกที ดูจากรายงานการประชุมครั้งล่าสุด มติให้ขึ้นดอกเบี้ยเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 แถมยังบันทึกไว้ด้วยว่า กรรมการบางท่านอยากให้ขึ้น 0.5% ด้วยซ้ำไป
โดยปกติ กนง. จะประชุมทุก 6 สัปดาห์ งวดนี้โชคดีหน่อยที่เว้นระยะ 10 สัปดาห์ ทำให้ธุรกิจในประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นหนี้แบงก์มีเวลาหายใจเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
ความแน่วแน่และมุ่งมั่นของ กนง. ในการปรับขึ้นดอกเบี้ย ฟังดูก็มีเหตุผลรองรับเพียงพอ เหตุผลหลักๆ มีดังนี้
หนึ่ง เงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น ล่าสุดเงินเฟ้อทั่วไปสูงถึง 3% แล้ว ในขณะที่ดอกเบี้ยแม้จะปรับขึ้น 4 ครั้งแล้ว ก็ยังตามไม่ทัน ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ ซึ่งโดยปกติธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินเฟ้อ
สอง ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ประเทศส่วนใหญ่ถือว่าอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้เป็นระดับที่ต่ำผิดปกติ และนั่งนับวันรอให้พ้นมรสุมเศรษฐกิจ เพื่อจะได้ปรับให้กลับไปสู่สภาพปกติ (Normalize) อีกครั้งหนึ่ง
รายงานของ กนง. ก็กล่าวถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจนเช่นกัน โดยสรุปว่าความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจได้ลดลงมากแล้ว ถึงเวลากลับไปสู่สภาพปกติได้แล้ว
สาม มีเพื่อนบ้านหลายประเทศที่นำหน้าเราไปก่อน ทำให้เราสามารถยกเหตุผลทำนองเดียวกันขึ้นมากล่าวอ้างได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากประเทศจีน ซึ่งนิ่งเฉยอยู่นาน ได้เริ่มปรับดอกเบี้ยขึ้นเช่นกัน
กนง. ลงมติขึ้นดอกเบี้ยด้วยความมั่นอกมั่นใจ ทั้งๆ ที่มีเสียงวิงวอนจากภาคธุรกิจให้ชะลอลงบ้าง ตลอดจนมีเสียงท้วงติงจากนักวิชาการที่มีชื่อเสียงบางท่าน รวมทั้งจากอดีตผู้ว่าการฯ และอดีตผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. เอง
ส่วนตัวผมก็ยืนอยู่ข้างกลุ่มที่ไม่อยากเห็น ธปท. รีบเร่งในการปรับขึ้นดอกเบี้ย และอยากชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับเรื่องนี้ เผื่อจะเป็นข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับ กนง. ในการประชุมครั้งต่อไปในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ดังนี้
เรื่องแรก เรื่องเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านของเรา รวมทั้งจีนด้วย ที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนำหน้าเราไป ส่วนใหญ่นอกจากเงินเฟ้อพื้นฐานจะสูงกว่าเราแล้ว เศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ของเขายังร้อนแรงกว่าเราด้วย ดูตัวอย่างประเทศจีน เศรษฐกิจของเขาขยายตัวในระดับเลข 2 หลักติดต่อกันมานานปีแล้ว ภาคอสังหาริมทรัพย์ของเขาก็ร้อนแรงมาก ราคายังมีแนวโน้มสูงขึ้นไม่หยุด ทั้งๆ รัฐได้ออกมาตรการป้องปรามมาแล้วหลายอย่าง รวมทั้งการจำกัดสินเชื่อที่ให้กับภาคเศรษฐกิจนี้ด้วย
รายงานของ กนง. พูดถึง 2 ประเด็นนี้ โดยในเรื่องเศรษฐกิจ สรุปว่าของเรากำลังไปได้ดี ทั้งเรื่องการผลิต การส่งออก รายได้เกษตรกร การท่องเที่ยว และอื่นๆ ส่วนเรื่องอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นห่วงว่าจะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่
ผมอยากจะแย้งว่า เศรษฐกิจของเราถึงจะพอไปได้ แต่ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ยังน่าจะขยายตัวสูงกว่านี้ได้โดยไม่มีความเสี่ยง ที่เห็นได้ชัดคือการลงทุนในภาคเอกชนที่ควรจะสูงกว่านี้อีกมาก การเติบโตของจีดีพีในระดับนี้ แม้จะไม่เลวร้าย แต่ก็เหมือนถอยหลังเข้าคลอง เพราะประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศไปเร็วกว่าเรา ที่สำคัญคือระดับรายได้ ระดับการศึกษา และระดับการพัฒนาของประชาชน ของเรายังอืดอาดเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ผมว่าท่านตีตนไปก่อนไข้ ระดับราคาในบ้านเรายังไม่มีความเสี่ยงว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่แต่ประการใด คุณภาพที่อยู่อาศัยโดยเฉลี่ยของคนไทยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ควรที่ภาครัฐจะร่วมมือกันในการส่งเสริมอย่างจริงจังเพื่อยกระดับคุณภาพให้สูงขึ้น และให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองมากขึ้น
เรื่องที่สอง เรื่องเงินเฟ้อ ปีนี้ ธปท. กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 0.53% ซึ่งแม้ว่าขณะนี้เงินเฟ้อทั่วไปขึ้นถึง 3% แล้ว แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังต่ำกว่ามาก คืออยู่ที่ 1.3% เท่านั้น ที่น่าสังเกตคือ ระดับเงินเฟ้อของเรายังต่ำกว่าอีกหลายประเทศค่อนข้างมาก และเงินเฟ้อของเราส่วนใหญ่เกิดจากราคาน้ำมันและราคาวัตถุดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นมาก ไม่ได้เป็นเพราะเศรษฐกิจร้อนแรง จนมีอุปสงค์ส่วนเกิน และต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้แต่ประการใด
เงินเฟ้อแบบนี้เป็นเงินเฟ้อที่เราขึ้นดอกเบี้ยไปเท่าไรก็ทำให้ลดลงไม่ได้ เพราะขนาดเศรษฐกิจของเราไม่ใหญ่พอที่จะทำให้ราคาตลาดโลกขึ้นลงตามภาวะอุปสงค์อุปทานในบ้านเรา ด้วยเหตุนี้นโยบายการเงินของเราจึงไม่ควรไปผูกติดกับตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้
แม้แต่ประเด็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงว่าเป็นบวกหรือลบก็เช่นกัน น่าจะต้องมีการแยกส่วนที่เกิดจากราคาตลาดโลกที่เราควบคุมไม่ได้ออกเสียก่อน ซึ่งหากทำเช่นนั้น ผมก็มั่นใจว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของเราเป็นบวกแล้ว สังเกตได้อีกทางหนึ่งจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังค่อนข้างต่ำ
อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า จะต้องรีบให้ความเป็นธรรมกับผู้ออมด้วยการขึ้นดอกเบี้ยให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก ลองนึกดูให้ดีว่า หากอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมแปรผันตามราคาวัตถุดิบในตลาดโลก เราจะดำรงความเป็นธรรมไว้ได้อย่างไรในช่วงที่ราคาตลาดโลกเป็นขาลง
เรื่องที่สาม เรื่องส่วนต่างดอกเบี้ย การปรับขึ้นดอกเบี้ยมาหลายครั้งแล้วของเรา โดยที่สหรัฐอเมริกายังไม่มีการขยับตัวในเรื่องนี้ ทำให้มีส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐสูงขึ้นมาก
เราคงต้องยอมรับกันว่า ถึงอย่างไรระบบการเงินและระบบอัตราแลกเปลี่ยนของเราก็ยังต้องอิงกับเงินเหรียญสหรัฐเป็นหลัก การฉีกตัวออกจากเงินเหรียญสหรัฐด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงด้านเดียว ซึ่งในกรณีนี้คือด้านอัตราดอกเบี้ย เป็นเรื่องที่พึงระมัดระวังเป็นอย่างสูง เพราะอาจทำให้เกิดความไม่สมดุลด้านอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอัตราแลกเปลี่ยน
พูดให้ตรงประเด็นที่สุดเลยก็แล้วกันนะครับ ถ้าพิจารณาดีแล้วว่าเราจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก ก็ควรต้องพร้อมที่จะดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มที่ไม่ให้แข็งไปกว่านี้ เพราะค่าเงินบาทในขณะนี้ก็แข็งเกินพอดีสำหรับหลายภาคเศรษฐกิจอยู่แล้ว







