
แล้งถล่มกรุงเก่าจนไม่มีน้ำทำนา
ชาวนากรุงเก่าเศร้าเผชิญวิกฤตภัยแล้งจัดดินแตกระแหงจนไม่มีน้ำทำนา
ชาวนากรุงเก่าเศร้าเผชิญวิกฤตภัยแล้งจัดดินแตกระแหงจนไม่มีน้ำทำนา
นายประดิษฐ์ ชาติอิ่ม อยู่บ้านเลขที่ 46/3 ม.7 ต.พิตเพียน อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ยึดอาชีพทำนากว่า 40 ไร่ในทุ่งพิตเพียน กล่าวว่า ทุกวันนี้ต้องนั่งปลงอนิจังกับสภาพในลำคลองชลประทานมหาราช มีสภาพเป็นคลองไม่มีน้ำ ดินแห้งแตกระแหงและไม่สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรหลายหมื่นไร่ได้เลย โดยลำคลองดังกล่าวเป็นคลองส่งน้ำจาก จ.สิงห์บุรี ผ่าน จ.ลพบุรี และเข้ามาที่ อ.บ้านแพรก และ อ.มหาราช ของ จ.พระนครศรีอยุธยา ยาวกว่า 50 กิโลเมตร รับน้ำจากเจ้าพระยาที่ จ.สิงห์บุรี และไหลผ่านพื้นที่การเกษตร 3 จังหวัดมาออกแม่น้ำลพบุรีที่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา
นายประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า คลองส่งน้ำชาวบ้านเรียกว่าคลองส่งลมเพราะไม่มีประโยชน์ต่อชาวบ้านเลย ซึ่งในช่วงหน้าแล้งไม่มีน้ำเลยสักปี แต่พอหน้าฝนหรือหน้าน้ำคลองนี้เป็นลำคลองที่ระบายน้ำเข้ามาท่วมพื้นที่ทางการเกษตรร่วมไร่นาอย่างหนัก โดยพื้นที่ในทุ่งนี้ทำการเกษตรไม่ได้ผลทั้งๆ ที่มีแม่น้ำลพบุรีไหลผ่าน และไม่คลองมหาราชไหลผ่าน ต.พิตเพียน และต.เจ้าปลุก โดยการทำนาปีก็ได้ผลผลิตไม่ดี เพราะน้ำมากเกินไป หรือเรียกว่าน้ำท่วมสูง เพลี้ยก็มาก ผลผลิตนาปีเพียงไร่ละ 20-30 ถังเท่านั้น หรือจะหันมาทำนาปรังหรือทำการเกษตรเสริมก็ไม่สามารถทำได้อีก เพราะน้ำในคลองชลประทานแห้งขอดคลองจนดินแตกระแหงซึ่งก็ไม่รู้ชาวบ้านจะทนสภาพอันแร้นแค้นแบบนี้ได้อีกนานเท่าใด
ด้านนายไมตรี ปิตินานนท์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ชาวนาทำนาปรังเริ่มประสบกับปัญหาภัยแล้ง ซึ่งทั้งจังหวัดมีการทำนาปรังกว่า 6 แสนไร่ แต่ได้รับโควตาจัดสันน้ำเพื่อทำนาปรังเพียง 5 แสนไร่เท่านั้น ซึ่งชาวนามีความต้องการน้ำสูงในการทำนาก็ต่างแย่งกันสูบน้ำเข้านาปรังและบางพื้นที่เริ่มเกิดปัญหาในการแย่งน้ำทำนา เช่น อ.มหาราช และ อ.นครหลวง ซึ่งก็พยายามทำให้ทุกฝ่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อป้องกันเปิดศึกแย่งน้ำ







