
แถลงผลงาน 1ปีรัฐบาล มาร์ค-พท.ชิงเหลี่ยม
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่สร้างความยากลำบากให้กับรัฐบาลเพราะต้องเจอกับสถานการณ์รุมเร้าต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เรื่องเสถียรภาพทางการเมือง การต่างประเทศ จนมาถึงปัญหาเศรษฐกิจจากกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นอย่างมากที่สวนทางกับรายได้ของประชาชนที่ลดลง ยังไม่นับสารพัดม็อบที่ล้อมทำเนียบรัฐบาลอันเป็นศูนย์บัญชาการประเทศไทยในตอนนี้
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่สร้างความยากลำบากให้กับรัฐบาลเพราะต้องเจอกับสถานการณ์รุมเร้าต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เรื่องเสถียรภาพทางการเมือง การต่างประเทศ จนมาถึงปัญหาเศรษฐกิจจากกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นอย่างมากที่สวนทางกับรายได้ของประชาชนที่ลดลง ยังไม่นับสารพัดม็อบที่ล้อมทำเนียบรัฐบาลอันเป็นศูนย์บัญชาการประเทศไทยในตอนนี้
โดย...ทีมข่าวการเมือง
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่สร้างความยากลำบากให้กับรัฐบาลเพราะต้องเจอกับสถานการณ์รุมเร้าต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เรื่องเสถียรภาพทางการเมือง การต่างประเทศ จนมาถึงปัญหาเศรษฐกิจจากกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นอย่างมากที่สวนทางกับรายได้ของประชาชนที่ลดลง ยังไม่นับสารพัดม็อบที่ล้อมทำเนียบรัฐบาลอันเป็นศูนย์บัญชาการประเทศไทยในตอนนี้
จังหวะนี้เลยกลายเป็นช่องว่างให้คู่ขัดแย้งกับรัฐบาลหลายขั้วฉวยช่องเป็นโอกาสไล่ถล่มรัฐบาลอย่างหนัก ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเรื่อยมาถึงกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรมของรัฐบาลที่ตกต่ำลงและไม่สมควรอยู่ในอำนาจต่อไป
จากจังหวะที่ไม่เป็นใจให้กับรัฐบาลอย่างนี้ แน่นอนว่าการนำเสนอผลงานรายงานผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปีที่หนึ่ง (วันที่ 30 ธ.ค. 255130 ธ.ค. 2552) ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 24 ก.พ. กำลังจะกลายเป็นน้องๆ เวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปโดยปริยาย
เนื้อหาสาระในรายงานฉบับนี้ของรัฐบาลเน้นไปที่การนำเสนอว่านโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะเศรษฐกิจได้ผลและมีดัชนีชี้วัดชัดเจน การฟื้นตัวเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2552 โดยเฉพาะการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าเกษตรหลักที่สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องและรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น ราคายางพาราชั้นที่ 3 เพิ่มขึ้นจาก 34 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือน ธ.ค. 2551 เป็น 81 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อสิ้นเดือน ธ.ค. 2552 ราคาข้าวเปลือกหอมมะลินาปีเพิ่มสูงขึ้นจาก 1.2 หมื่นบาทต่อตัน ในเดือน ธ.ค. 2551 เป็น 1.4 หมื่นบาทต่อตัน เมื่อสิ้นเดือน ธ.ค. 2552
นอกจากนี้ จำนวนผู้ว่างงานลดลงจาก 8.7 แสนคน ในเดือน ม.ค. 2552 เป็น 3.9 แสนคน ในเดือน พ.ย. 2552 กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง มีผู้ได้รับประโยชน์ 2.1 หมื่นหมู่บ้าน เบิกจ่ายจำนวน 5,300 ล้านบาท มีผู้สูงอายุผู้ได้รับเบี้ยยังชีพปี 2552 จำนวน 5.44 ล้านคน เป็นเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 9.7 แสนคน เป็นเงิน 3,500 ล้านบาท การประกันรายได้เกษตรกรข้าวนาปี มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3.95 ล้านราย ซึ่งสูงกว่าโครงการรับจำนำที่มีเกษตรกรเข้าร่วมเพียง 9.1 แสนราย
โครงการเรียนฟรี 15 ปี มีนักเรียนได้ประโยชน์ 12.4 ล้านคน โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 62 ล้านคน โครงการเช็คช่วยชาติ เป็นเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน ผู้ได้รับประโยชน์ครอบคลุมทั่วประเทศ โครงการต้นกล้าอาชีพ 3.1 แสนคน
เป็นความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการแสดงให้เห็นว่ามีผลงานและได้ทำตามที่ได้สัญญาต่อสังคมเอาไว้ และจะสังเกตเห็นได้ว่ารัฐบาลพยายามจะตอกย้ำในเรื่องเศรษฐกิจภาคการเกษตรและภาคแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นฐานทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศที่ประกอบไปด้วยประชาชนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
เท่ากับว่าการแถลงผลงานของรัฐบาลในครั้งนี้ไม่ต่างกับการกำลังหาเสียงกับประชาชนในส่วนนี้ ในช่วงที่การเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้น โดยใช้สภาเป็นเวทีในการบรรลุเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ที่สำคัญเวทีนี้จะเป็นการลดทอนกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในตอนนี้ที่เริ่มถูกตำหนิอย่างรุนแรงในกรณีของราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น
แม้ว่าด้านหนึ่งเวทีนี้จะเป็นโอกาสสร้างความเข้าใจของรัฐบาลต่อสังคมในทุกเรื่อง แต่ทว่าในส่วนของ “พรรคเพื่อไทย” ก็เตรียมใช้โอกาสนี้ไล่ถลุงรัฐบาลเช่นกัน โดยจะทำให้การประชุมสภาวันที่ 24 ก.พ. เป็นเวทีน้องๆ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
โดยประเด็นหลักที่พรรคเพื่อไทยเตรียมถล่มรัฐบาลมีด้วยกันหลักๆ 7 กรอบ ประกอบด้วย 1.ด้านเศรษฐกิจ 2.สังคมและคุณภาพชีวิต 3.ความมั่นคงของรัฐ 4.การต่างประเทศ 5.การเมืองการส่งเสริมประชาธิปไตย 6.การบริหารราชการแผ่นดิน และ 7.การแก้ไขปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ราคาแพงและขาดแคลน
ทั้ง 7 กรอบพรรคเพื่อไทยต้องการสะท้อนให้เห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลล้มเหลว โดยงานนี้ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” สส.สัดส่วนที่ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพเมื่อครั้งการอภิปรายงบประมาณกลางปีได้ขอถอนตัว หลีกทางให้ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ประธาน สส.เป็นผู้นำในการอภิปรายแทน
ประเด็นสำคัญที่มิ่งขวัญตัดสินใจขอตัวไม่ร่วมเดี่ยวไมโครโฟนเวที เพราะต้องการเอาเวลาและสมาธิลงไปที่การเตรียมเนื้อหาสำหรับศึกใหญ่อย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะเดียวกัน ต้องการเลี่ยงไปปะทะกับ “อภิสิทธิ์” กลางสภาในช่วงเวลาติดๆ กันด้วย
ถึงครั้งนั้นจะมีหลายฝ่ายในพรรคชื่นชมกับการทำหน้าที่ของมิ่งขวัญ แต่เมื่อเจอกับสวนทุกเม็ดของนายกฯ เกี่ยวกับตัวเลขหนี้ที่นำเสนอไม่ถูกต้องของนายมิ่งขวัญกลางสภาจนถูกเหน็บแบบเจ็บแสบว่า “คุณมิ่งขวัญซุกซนกับตัวเลข” เพราะไม่ได้คำนวณตัวเลขการก่อหนี้ในสมัยรัฐบาลทักษิณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท โดยไม่ผ่านสภา แต่กลับมาคำนวณว่ารัฐบาลชุดนี้ก่อหนี้มากที่สุด ก็เล่นเอามิ่งขวัญถึงกับไปไม่เป็นเหมือนกัน
จึงเป็นคิวของสิงห์เฉลิมทำหน้าที่แทน เพื่อต้องการให้การอภิปรายมีสีสันและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เกิดขึ้นด้วยลีลาส่วนตัวของ ร.ต.อ.เฉลิมเอง แม้ว่าเนื้อในการอภิปรายของ ร.ต.อ.เฉลิม จะถูกปรามาสไม่มีอะไรใหม่มีเพียงเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ แต่อย่างน้อยก็ฝากรอยแผลให้รัฐบาลได้พอสมควร
คาดว่ามาในครั้งนี้ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย จะให้น้ำหนักเกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมันปาล์ม โดยจะเชื่อมโยงให้เห็นว่าคนในรัฐบาลได้ผลประโยชน์อย่างไรจากปัญหาขาดแคลนปาล์มน้ำมัน เพื่อเป็นการขยายแผลและทำลายความน่าเชื่อถือรัฐบาลให้หนักมากขึ้น
ดูจากความพร้อมทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลในครั้งนี้แล้ว คงทำให้การประชุมสภาวันที่ 24 ก.พ.นี้ สร้างความคึกคักทางการเมืองได้ไม่น้อยเลยทีเดียว และเป็นเวทีอุ่นเครื่องสุดท้ายก่อนพบกับของจริงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงเดือน มี.ค. ถึงเวลานั้นก็คงจะรู้ว่าใครจะยืนเด่นเป็นสง่าหรือถูกหามลงจากเวทีแทบไม่ทัน







