
สิทธิ์บัตร ออกแบบ
...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงเรื่องอนุสิทธิบัตร ซึ่งเป็นสิทธิบัตรอีกประเภทหนึ่งไปแล้ว นอกเหนือจากสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่ดังที่กล่าวแล้วว่า เรื่องของสิทธิบัตรนั้นมีอยู่ 3 ประเภท ซึ่งครั้งที่แล้วเพิ่งกล่าวถึงไป 2 ประเภท ดังนั้นนอกจากสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรือสิทธิบัตรใหญ่ และอนุสิทธิบัตรแล้ว สิทธิบัตรประเภทที่ 3 คือสิทธิบัตรออกแบบ ซึ่งจะขอกล่าวถึงต่อไป
วันนี้ก็เลยยังต้องวนอยู่กับเรื่องสิทธิบัตรอยู่ดี ทั้งที่พยายามจะให้จบในครั้งที่แล้ว แต่เผอิญเนื้อที่หมดเสียก่อน เลยต้องมาขอกล่าวต่อในฉบับนี้
เรื่องของสิทธิบัตรออกแบบก็เป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 เช่นกัน พูดถึงพระราชบัญญัติสิทธิบัตร ก็ต้องขอแก้ไขข้อความในฉบับที่แล้ว ที่พิมพ์ไปเพียง พ.ศ. 2535 และ 2542 ในตอนที่กล่าวถึงพระราชบัญญัติสิทธิบัตรคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงมากนัก ซึ่งก็คืออนุสิทธิบัตร ได้พิมพ์ว่าตราอยู่ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2542 ซึ่งที่จริงแล้ว เวลากล่าวถึงพระราชบัญญัติสิทธิบัตร จะกล่าวรวมตั้งแต่ฉบับแรกคือ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ (ฉบับ 2) พ.ศ. 2535 และ (ฉบับ 3) พ.ศ. 2542 จึงขอแก้ไขไว้ในที่นี้ด้วย ถึงแม้ว่าเรื่องของอนุสิทธิบัตรเป็นเรื่องที่เพิ่มเติมเข้าไปตอนแก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตรในปี พ.ศ. 2542 ก็ตาม
ส่วนเรื่องของสิทธิบัตรออกแบบ จะตรงไปตรงมากว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นเรื่องที่ดูด้วยตาได้ เพราะเป็นรูปลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ เป็นเรื่องของความสวยงาม การใช้ที่สะดวก ไม่ซับซ้อนเหมือนเรื่องของการประดิษฐ์ ที่เป็นเรื่องของกลไกการดำเนินงาน วิธีการ หรือกรรมวิธี ซึ่งอาจจะอยู่ภายในของผลิตภัณฑ์ก็ได้
ตัวอย่างที่ยกกันมาเสมอๆ เวลาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ สิทธิบัตรออกแบบจะคุ้มครองรูปแบบความสวยงามของตัวนาฬิกา ขณะที่สิทธิบัตรการประดิษฐ์คุ้มครองกลไกที่อยู่ในตัวนาฬิกา แต่หลักเกณฑ์ก็จะคล้ายกัน คือ
1.เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังไม่มีปรากฏมาก่อน
2.ใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม หรือเกษตรกรรมได้ เช่น อาจจะเป็นตัวเกี่ยวในตัวถังรถกระบะ ไว้เกี่ยวผ้าใบที่ใช้คลุมพืชผลการเกษตรไม่ให้เปียกเวลาฝนตก เป็นต้น ซึ่งก็คือรูปร่างของเดือยที่ใช้ผ้าใบไปเกี่ยว จึงได้รับการคุ้มครองภายใต้สิทธิออกแบบนั่นเอง อย่าเข้าใจว่าเป็นตัวผ้าใบก็แล้วกัน แต่ถ้าไปขนของอย่างอื่น หรือถือว่าการใช้กับรถกระบะเป็นการใช้ในอุตสาหกรรมก็ได้
ที่จริงพระราชบัญญัติของไทยใช้คำว่า
“ออกแบบผลิตภัณฑ์” เพราะต้องการให้กว้างหน่อย ครอบคลุมสาขาหัตถกรรมและเกษตรกรรมด้วย ตามวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งคนกว่าร้อยละ 70 ยังอยู่ในภาคการเกษตร แต่บางประเทศเขาก็เรียกกันตรงๆ เลยว่า เป็นการออกแบบอุตสาหกรรม (Industrial Design)ดังนั้น การออกแบบผลิตภัณฑ์จะเป็นสีก็ได้ ลวดลายก็ได้ หรือรูปร่างก็ได้ ถ้าพิจารณากันจริงๆ ก็คือ การเอาความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปกรรมมาใช้ประโยชน์ในการออกแบบ แล้วยังนำมาใช้ประโยชน์ในทางการค้าได้ สามารถขายได้มีมูลค่าทางการค้า ประเด็น ที่สำคัญคือ
ต้องไม่เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในประเทศก่อนวันขอรับสิทธิบัตร
มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือนอกประเทศ
เคยมีการประกาศโฆษณาแล้ว คำว่าประกาศโฆษณานี้ หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าประกาศโฆษณาที่เห็นๆ กันตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ แต่ที่จริงไม่ใช่ เขาเป็นคำศัพท์ในเรื่องสิทธิบัตรโดยเฉพาะ (ขอยืมภาษาไทยวันละคำมาใช้หน่อยคงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ใคร) หมายความถึง ผู้ประดิษฐ์ที่ได้ยื่นขอรับสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว และผู้ตรวจสอบได้พิจารณาเห็นว่าเข้าหลักเกณฑ์ จึงจัดแจงติดประกาศที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงขึ้นเว็บของกรมเป็นเวลา 3 เดือน หากไม่มีผู้มาคัดค้านก็จะจดสิทธิบัตรให้
แบบผลิตภัณฑ์ที่ไปเหมือน หรือคล้ายกับผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในประเทศ หรือมีการเปิดเผยภาพสาระสำคัญ หรือรายละเอียดแล้ว หรือมีการประกาศโฆษณาแล้ว พูดง่ายๆ คือ กลัวไปลอกเขามายื่นสิทธิบัตรออกแบบ เพราะอย่างที่ผู้เขียนได้เขียนถึงตั้งแต่ต้นว่า เรื่องของการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้น อาจจะเป็นรูปร่าง เป็นสีหรือเป็นลวดลายก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นอะไรที่เห็นด้วยตาเปล่า ลอกกันได้ง่ายๆ ว่างั้นเถอะ ยิ่งพี่ไทยเราก็เชี่ยวชาญในเรื่องนี้เสียด้วย อย่าว่าแต่พี่ไทยเลย ฝรั่งมังค่าก็ลอกเลียนเก่งพอๆ กันหมด ผลิตภัณฑ์ออกแบบของไทย ยี่ห้อดังๆ หลายยี่ห้อที่ถูกฝรั่งลอกเลียนแบบ ไม่ต้องพูดถึงประเทศแถบเพื่อนบ้านของไทย หรือประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องนี้
ไม่ทราบว่าเป็นอิทธิพลของ Globolization หรือเปล่า อาจจะมีส่วนอยู่บ้าง และยังเป็นอิทธิพลของการสื่อสารสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า IT ด้วย เพราะแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ขึ้นเว็บไว้เป็นตัวอย่างเพื่อขายให้ต่างชาติก็ถูกลอกไปจากเว็บนี่เอง แย่หน่อยก็ตรงเวลาที่ไปฟ้องศาล ค่าทนายในประเทศเขาแพงมหาศาล ต้องเตรียมพร้อมกันไว้เลยทีเดียว เรียกกันว่าต้องเตรียมเงินไว้ 10 ล้านขึ้นไป โดยยังไม่รู้ว่าจะแพ้ หรือชนะ ยิ่งคนที่ไม่ไปจดสิทธิบัตรออกแบบด้วยแล้ว โอกาสชนะก็น้อยมาก จะใช้กฎหมายลิขสิทธิ์สู้ก็ขึ้นกับของเท็จจริงอีกหลายอย่าง เพราะเรื่องของลิขสิทธิ์นั้น ไม่ต้องจดทะเบียน จึงต้องมีหลักฐานต่างๆ เก็บไว้ให้หมด และดูว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่เพียงพอหรือไม่ เป็นต้น
เฮ้อ! อ่านๆ ดูก็เหนื่อยแล้ว เวลาเขามาต่อสู้กับการลอกเลียนแบบในบ้านเรา เราก็หงุดหงิดว่าเขามาบีบ เขาก็รู้สึกว่ายากเย็นแสนเข็ญ เพราะเราพยายามถ่วงเวลาไว้เป็นปีๆ เวลาเราไปต่อสู้ในบ้านเขา เพราะถูกลอกเลียนแบบ ก็ยากเย็นแสนเข็ญพอๆ กัน ทั้งๆ ที่มีกฎหมายอยู่ แต่ความยากนั้นต่างกัน สำหรับคนไทยเรามันก็ยากตรงเรื่องเงินนี่แหละ
ผู้เขียนคงต้องขอจบไว้แค่นี้ก่อน คราวหน้าเห็นทีจะเป็นตอนสุดท้ายของเรื่องสิทธิบัตรได้เสียที







