posttoday
การขัดกันแห่งผลประโยชน์

การขัดกันแห่งผลประโยชน์

23 กุมภาพันธ์ 2554

...พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์

การที่คณะกรรมาธิการมีหนังสือขอให้ส่งเอกสารเชิญบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นหรือได้รับคำสั่งเรียก อาจพิจารณาส่งเอกสารหรือให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็น อาจมีกรรมาธิการหรือบุคคลอื่นที่เข้าร่วมประชุมบางคนมีส่วนได้เสียจากการได้รับทราบ หรือได้มาซึ่งเอกสาร ข้อเท็จจริง หรือความเห็นดังกล่าว และอาจนำเอกสาร ข้อเท็จจริง หรือความเห็นนั้น ไปใช้ประโยชน์แก่ตัวเองหรือผู้อื่น

“ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบในเชิงธุรกิจ หรือเกิดความเสียหายแก่บุคคล หรือองค์กรใด จึงเห็นสมควรให้ประธานรัฐสภามีการกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการประชุมของคณะกรรมาธิการในเรื่องดังกล่าว หรือให้มีมาตรการอื่นใด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ หรือการนำผลบังคับของการออกหนังสือขอให้ส่งเอกสาร หนังสือเชิญ หรือคำสั่งเรียก ไปใช้ในทางมิชอบ”

ถ้อยคำนี้เป็น “ข้อสังเกต” ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.... สภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระ 23 และได้รับความเห็นชอบกับการเพิ่มข้อสังเกตนี้ของคณะกรรมาธิการฯ ด้วยคะแนน 218 เสียง ไม่เห็นชอบ 54 เสียง และงดออกเสียง 44 เสียง

คะแนนเสียงนี้แตกต่างกับคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระ 3 ที่เห็นชอบ 173 เสียง ไม่เห็นชอบ 144 เสียง งดออกเสียง 22 เสียง และไม่ลงคะแนน 15 เสียง อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนั้น ในการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ข้อคิดว่า การเรียกเอกสารและแถลงข้อเท็จจริงของผู้ถูกเรียก ควรกระทำเท่าที่ไม่กระทบต่อความปลอดภัย ประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน หรือการแข่งขันทางการค้าที่สำคัญ และเสนอว่า เพื่อเป็นการป้องกันการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่มิชอบและมีผลประโยชน์ทับซ้อน ควรห้ามแสวงหาประโยชน์จากการพิจารณาด้วยการเรียกเอกชนมาชี้แจง เพราะอาจมีกรณีเกี่ยวกับความลับทางการค้าและการแข่งขันของเอกชน ควรได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม

ในเรื่องนี้ต้องชื่นชมและขอบคุณแทนประชาชนต่อคณะกรรมาธิการฯ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ความสนใจกับ “การขัดกันแห่งผลประโยชน์” และเสนอแนะต่อประธานรัฐสภาให้มีการกำหนดระเบียบหรือมาตรการอื่นๆ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนจากการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบของสมาชิกรัฐสภาและผู้เกี่ยวข้องจากกฎหมายฉบับนี้

คำว่า การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่กล่าวถึงในที่นี้ มาจากภาษาอังกฤษว่า Conflict of Interest ซึ่งบางท่านแปลว่า “ประโยชน์ทับซ้อน” แต่ในภาษาทางราชการที่ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันทุจริตแห่งชาติใช้ว่า “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม” ซึ่งมีน้อยคนที่เข้าใจและตระหนักถึง “ภัย” ของการใช้อำนาจโดยมิชอบในเรื่องนี้

นอกจากนี้ เราต้องยอมรับว่า สังคมไทยยังอยู่ภายใต้ลัทธิพวกพ้อง (Cronyism) ที่มักจะใช้อำนาจหน้าที่ที่ตัวเองมี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง จนอาจเรียกได้ว่า เป็น “วัฒนธรรม” ของสังคมไทย

ดังนั้น การมีอำนาจเรียกฯ ตามกฎหมายนี้ จึงมีความสุ่มเสี่ยงในการใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิของประชาชนเพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือพวกพ้อง ตามข้อสังเกตของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจริง

สำหรับความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.... นั้น เกิดจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 135 วรรคสอง ที่ว่า

“คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่งมีอำนาจออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาอยู่นั้นได้ และให้คำสั่งเรียกดังกล่าวนี้มีผลบังคับตามที่กฎหมายบัญญัติ...”

บทบัญญัตินี้เป็นหลักการเดิมที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปี 2540 เพียงแต่เพิ่มสภาพบังคับของคำสั่งเรียกเอกสารหรือบุคคลของคณะกรรมาธิการฯ โดยตราเป็นกฎหมายฉบับนี้

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการกลั่นกรองของวุฒิสภา มีดังนี้

คณะกรรมาธิการสามัญและวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีอำนาจออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาอยู่นั้นได้ โดยมติของคณะกรรมาธิการฯ และในหนังสือขอเอกสารหรือหนังสือเชิญต้องระบุ “เหตุแห่งการขอเอกสารหรือเชิญ” รวมทั้งประเด็นข้อซักถามที่เกี่ยวข้องด้วยตามสมควร

ผู้ถูกเรียกต้องมาชี้แจงด้วยตัวเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาจมีหนังสือขอเลื่อนหรือหนังสือมอบหมายให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทน พร้อมชี้แจงเหตุจำเป็นอย่างชัดเจนต่อคณะกรรมาธิการฯ ภายใน 3 วันนับแต่ได้รับหนังสือเชิญ

หากคณะกรรมาธิการฯ มีความจำเป็นที่ต้องการให้บุคคลผู้นั้นมาชี้แจงเอง ให้มีมติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ และทำหนังสือยืนยันการเชิญ โดยให้ระบุเหตุแห่งการเรียก ประเด็นข้อซักถามที่เกี่ยวข้องตามสมควร ซึ่งโทษของการฝ่าฝืนคำสั่งเรียก คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาแถลงข้อเท็จจริงตามระเบียบที่ประธานรัฐสภากำหนด และไม่ต้องรับความผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการที่ตัวเองเปิดเผยข้อมูล หรือให้วัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานหรือจัดทำและเผยแพร่รายงานโดยสุจริต ทั้งนี้รวมถึงผู้จัดทำและเผยแพร่รายงานการประชุมตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ กฎหมายได้กำหนดบทลงโทษสำหรับกรรมาธิการฯ ผู้ที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดการเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต บุคคลที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ขอคณะกรรมาธิการฯ และบุคคลที่ส่งเอกสารหรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จด้วย โดยให้ประธานคณะกรรมาธิการฯ มีหนังสือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

จากสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่กล่าวมาพอสังเขป จะเห็นว่า สามารถช่วยให้การปฏิบัติงานตามภารกิจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ในงานกำกับดูแลการปฏิบัติราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร และการพิจารณาออกกฎหมาย รวมถึงการตรวจสอบและแต่งตั้งบุคคลของสมาชิกวุฒิสภา มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เอกสารประกอบการศึกษาของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่นที่ 20 เรื่อง “อำนาจของคณะกรรมาธิการในการออกคำสั่งเรียกฯ” ได้ให้แง่คิดและมุมมองที่น่าสนใจหลายประการ และได้ยกตัวอย่างกรณีการทำหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการมาใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวว่า

“อาจนำข้อมูลลับที่ได้จากการตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐแห่งหนึ่ง มาใช้เป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองกับฝ่ายบริหารหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทุจริต เพื่อเรียกร้องทรัพย์สินหรือประโยชน์ใดๆ โดยมิชอบ หรือเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการแสดงหาประโยชน์ให้กับเครือญาติหรือพวกพ้องของตัวเอง”

และเสนอว่า ควรมีการปรับปรุงประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาให้สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีกรณีสมาชิกรัฐสภาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขู่หรือเรียกรับสินบนจากผู้มาให้ข้อมูลแก่กรรมาธิการ รวมถึงการสร้างระบบตรวจสอบภายในรัฐสภาเองให้โปร่งใสตรวจสอบได้

แนวคิดของการใช้มาตรการทางจริยธรรมควบคุมการขัดกันแห่งผลประโยชน์นี้ เป็นหลักปฏิบัติที่สภาขุนนางหรือวุฒิสภาอังกฤษใช้อยู่ โดยกำหนดให้ สมาชิกทุกคนต้องแสดงประโยชน์ที่อาจได้รับจากการทำกิจกรรมในสภาตามหน้าที่ต่อกรรมการจริยธรรมของสภา ซึ่งกิจกรรมในสภาที่ต้องปฏิบัติตามเรื่องนี้ ได้แก่ การยื่นกระทู้ การยื่นญัตติ การอภิปรายแสดงความเห็นในสภา และการเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมาย

ดังนั้น รัฐสภาไทยจึงควรนำแนวคิดของรัฐสภาอังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย ไปพิจารณาปรับปรุงประมวลจริยธรรมของทั้งสองสภา หรือนำไปเขียนไว้ในระเบียบที่จะจัดทำตามข้อเสนอของกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ได้

นอกจากนี้ การที่กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานกรรมาธิการฯ สามารถกล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวนได้เองนั้น มีผลให้สามารถฟ้องดำเนินคดีอาญากันได้ง่าย ทั้งในกรณีสมาชิกรัฐสภาฟ้องกันเองเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมืองและผู้ถูกเรียกฟ้องคดีกล่าวหากรรมาธิการฯ กรณีการใช้อำนาจโดยมิชอบ

ถ้าเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ อาจทำให้เกิดข้อขัดแย้งในสังคมที่รุนแรง และถ้ามีการพัฒนาไปจนถึงขั้นไม่มีสมาชิกรัฐสภาคนใด กล้าใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารแล้ว

ระบบตรวจสอบของรัฐสภาก็จะเป็น “เป็ดง่อย” ตามความต้องการของคนบางกลุ่มทันที

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69