
ปฏิรูปประกันสังคมใหม่ผู้ประกันตนจะได้อะไร
...วิไลวรรณ แซ่เตีย
พระราชบัญญัติประกันสังคมเกิดขึ้นจากการต่อสู้ของคนงานที่หาเช้ากินค่ำ ฐานค่าจ้างที่ต่ำ เวลาเจ็บป่วยไม่มีเงินรักษา เป็นปัญหาของคนงานที่จะต้องร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ. 2533 ซึ่งมีสหภาพแรงงานในเขตพื้นที่ต่างๆ มีนักศึกษา นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน สหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจ ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อให้ออกกฎหมายประกันสังคม
ทำให้ผู้ใช้แรงงานได้มีหลักประกันด้านสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น กรณีประสบอันตราย เจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีประกันการว่างงาน กองทุนประกันสังคมรวมเมื่อเดือน ธ.ค. 2553 มีเงินในกองทุนประกันสังคมจำนวน 789,181 แสนล้านบาท และมีจำนวนผู้ประกันตน 9,834,994 คน
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาของสำนักงานประกันสังคม จะเห็นได้ว่ามีข้อจำกัด ไม่ได้คุ้มครองไปสู่แรงงานนอกระบบทุกภาคส่วน การบริหารกองทุนโดยขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และไม่โปร่งใส นำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขาดกระบวนการตรวจสอบ ข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีข้อยกเว้นที่ไม่สามารถรักษาได้ สิทธิประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ยังไม่เหมาะสมกับความเป็นจริง นอกจากนี้นายจ้างหักเงินแล้วไม่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทำให้ลูกจ้างขาดสิทธิ
นี่คือตัวอย่างที่นำมาสู่การปฏิรูปประกันสังคมใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกันตน โดยร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมใหม่ที่แก้ไข คือความหวังของผู้ประกันตนที่จะมีหลักประกันทางสวัสดิการของผู้ประกันตนตั้งแต่เด็กจนตายโดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ 15 ประเด็น โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
1.ขยายขอบเขตการคุ้มครองให้ครอบคลุมคนงานทุกกลุ่ม
2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ คุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ ที่มาและวาระของคณะกรรมการประกันสังคม
3.กรรมการฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้างมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
4.สำนักงานประกันสังคมต้องเป็นองค์กรอิสระที่ไม่ใช่หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงแรงงาน และอยู่ภายใต้กำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี
5.การบริหารจัดการกองทุนประกันสังคม ต้องเป็นไปอย่างอิสระ โปร่งใส เป็นธรรม มีกลไกการตรวจสอบ และบริหารจัดการโดยมืออาชีพ
6.ฐานค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบให้ขึ้นกับค่าจ้างของผู้ประกันตนแต่ละราย
7.ผู้ประกันตนที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพที่มิใช่เนื่องจากการทำงาน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนบริการทางการแพทย์ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน
8.ผู้ประกันตนมีสิทธิใช้บริการสถานพยาบาลทุกแห่งที่เป็นคู่สัญญากับสำนักงานประกันสังคม
9.ผู้ประกันตนมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตรอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์
10.ผู้ประกันตนที่ว่างงาน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพพร้อมกับกรณีว่างงานและให้ขยายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเป็นเวลา 1 ปี
11.ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 1 เท่า และรัฐบาลออกเงินสมทบ 2 เท่า
12.ผู้ประกันตนที่มิใช่ลูกจ้างตามมาตรา 40 ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่าอัตราเงินสมทบที่ได้รับจากผู้ประกันตน
13.พัฒนาสิทธิประโยชน์ประกันสังคม มาตรา 40 ให้เท่าเทียมกับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 รวมทั้งพัฒนาสิทธิประโยชน์อื่นให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาที่แรงงานนอกระบบต้องเผชิญ อันมีผลกระทบต่อความมั่นคงในการทำงาน
14.การได้รับหลักประกันสังคม จะต้องไม่ตัดสิทธิของคนทำงานจากระบบสวัสดิการสังคมอื่นๆ เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนการออมแห่งชาติ ฯลฯ
15.ให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้สอดคล้องและเหมาะสมกับภาวการณ์จ้างงานในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ เช่น กรณีการว่างงานและชราภาพอาจไม่สอดคล้องกับแรงงานข้ามชาติ
ในระยะเวลาที่มีการปรึกษาหารือและการประชุมร่วมกับคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนแรงงานในระบบ นอกระบบ แรงงานข้ามชาติ องค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมาย นักวิชาการ ได้ร่วมกันร่างกฎหมายมานานนับ 2 ปี ทั้งในรูปแบบประชุมสัมมนา เปิดรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องทุกภาคส่วน
ขบวนการร่างกฎหมายยังได้ใช้ช่องทางในรูปแบบต่างๆ จนนำไปสู่วิธีการล่าลายมือชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งใช้เวลารวบรวมลายมือชื่อในเวลาอันสั้นประมาณ 20 กว่าวัน ได้มีการยื่นลายมือชื่อต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2553 จำนวน 14,500 ลายมือชื่อ และใช้ช่องทางเสนอกฎหมายโดยผ่าน สส.นคร มาฉิม พรรคประชาธิปัตย์ สส.สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย ให้ สส. 20 ท่านลงลายมือชื่อเสนอกฎหมายและผ่านสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2554
ที่ผ่านมามีร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมทั้งหมด 4 ร่าง 1.ร่างของรัฐบาล 2.ร่างของคุณนคร มาฉิม 3.ร่างของคุณสถาพร มณีรัตน์ 4.ร่างของคุณผ่องศรี ธาราภูมิ พรรคประชาธิปัตย์ ร่างของผู้ใช้แรงงานนั้นมีเนื้อหาสาระสำคัญคล้ายกับร่างกฎหมายของคุณนคร มาฉิม และคุณสถาพร มณีรัตน์ ส่วนร่างของรัฐบาล กับคุณผ่องศรี ธาราภูมิ เป็นร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน ที่ไม่มีการจัดตั้งองค์กรอิสระ ที่มาของประธาน เลขาฯ คณะกรรมการฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ และคณะกรรมการตรวจสอบการใช้เงินกองทุน การเพิ่มสิทธิประโยชน์ ขยายสิทธิประโยชน์
ทั้งนี้การรักษาพยาบาลก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องของการบริหารจัดการมากกว่า เรื่องสวัสดิการของผู้ประกันตนนี้คือข้อแตกต่าง ซึ่งการปฏิรูปประกันสังคมในครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อชีวิตของผู้ประกันตนอย่างมาก
ถ้าย้อนไปเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธาน และปาฐกถาในการประชุมสมัชชาแรงงาน หัวข้อ
“ปฏิรูปประกันสังคมกับคุณภาพชีวิตแรงงาน ประกันสังคมถ้วนหน้า อิสระโปร่งใส” โดยนายกฯ ได้เน้นย้ำความจำเป็นของการปฏิรูปประกันสังคม ข้อเสนอทั้งการขยายการครอบคลุมประกันสังคม เรื่องความอิสระ และความโปร่งใส การจัดการกองทุนประกันสังคมก็ดี และการปฏิรูปภาพรวมเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงถือว่าเป็นหลักประกันที่สอดคล้องในการแก้ไขปัญหาของประเทศสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ในขณะนี้อยู่ในกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณาร่าง ซึ่งจะเป็นไปตามความหวังของผู้ใช้แรงงานหรือไม่ก็ต้องฝากความหวังไปยังกรรมาธิการ และ สส.ทุกท่าน ที่จะให้ความสำคัญในการสนับสนุนผู้ใช้แรงงาน
รวมทั้งผู้ประกันตนทุกคนที่จะให้การสนับสนุนและร่วมกันผลักดันเพื่อสร้างหลักประกันและสวัสดิการของผู้ประกันตนให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น







