
ม.ค.ขาดดุล856ล.เหรียญ
เดือน ม.ค. ไทยขาดดุลการค้า 856 ล้านเหรียญสหรัฐ ครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังนำเข้าสินค้าทุนเชื้อเพลิงพุ่ง 33.3%
เดือน ม.ค. ไทยขาดดุลการค้า 856 ล้านเหรียญสหรัฐ ครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังนำเข้าสินค้าทุนเชื้อเพลิงพุ่ง 33.3%
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ปริมาณการส่งออกสินค้าไทยเดือน ม.ค. 2554 มีมูลค่า 1.67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 22.3% เทียบกับเดือน ม.ค.ปีก่อน เมื่อเทียบในรูปเงินบาทมีมูลค่า 5.01 แสนล้านบาท ขยายตัว 10.7% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 33.3% ส่งผลให้เดือน ม.ค.ปีนี้ไทยขาดดุลการค้า 856 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับจากเดือน ก.ค.ปีก่อนที่ขาดดุลการค้า 939 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับสาเหตุที่ไทยขาดดุลการค้า เนื่องจากมีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นทุกกลุ่ม โดยเฉพาะวัตถุดิบ เครื่องจักร หรือสินค้าทุน เพื่อเตรียมขยายกำลังการผลิตและสินค้าเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 16.8% ขณะที่สินค้าทุน เช่น เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ผลิตภัณฑ์โลหะ เพิ่ม 35.7% วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป อาทิ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เหล็ก สินแร่ ทองคำ ปุ๋ย สัตว์น้ำ เพิ่ม 36.7% สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเบ็ดเตล็ด เวชภัณฑ์ เสื้อผ้า รองเท้า นาฬิกา ของใช้ส่วนบุคคล เพิ่ม 35.9% ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เช่น รถยนต์ ส่วนประกอบ เพิ่ม 33.6% และอาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่นๆ เพิ่ม 73.1%
ขณะที่การส่งออกเดือน ม.ค. ยังขยายตัวตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้คู่ค้าหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดหลักญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวเกือบทุกตลาด และคาดแนวโน้มจะขยายตัวได้ต่อได้อีก โดยไตรมาสแรกเติบโต 15% และทั้งปีนี้จะเติบโตได้ 10% หรือมีมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับปัจจัยลบของการส่งออกปีนี้ ยังต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท หากแข็งค่าขึ้นจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันการส่งออกของไทย รวมถึงราคาน้ำมันที่อาจทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าของไทยสูงขึ้น เพราะเราต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนผลกระทบจากค่าเงินด่องของเวียดนามจะมีผลต่อการแข่งขันสินค้าไทยบางรายการ เพราะเวียดนามจะได้เปรียบขายสินค้าได้ถูกกว่าไทย แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการไทยยังปรับตัวรับมือได้ เพราะระยะหลังได้หันมาทำตลาดสินค้าระดับกลางและสูง ที่เน้นแข่งขันด้านคุณภาพมากกว่าราคา
ด้านสถานการณ์โค่นล้มผู้นำในอียิปต์ ตูนิเซีย บาห์เรน เยเมน กระทบต่อการส่งออกของไทยเล็กน้อยเพราะเป็นตลาดส่งออกขนาดเล็ก หรือมีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยประมาณ 0.36% เท่านั้นและเชื่อจะเป็นปัญหาระยะสั้น หากการเมืองยุติน่าจะกลับมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยเพิ่ม เพราะสินค้าส่งออกไทยส่วนใหญ่เป็นอาหารกระป๋อง อาหารทะเล รวมถึงยางพารา ซึ่งมีความจำเป็นต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญเดือนม.ค. โดยกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น 28.5% มีสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าว 15.5% ยางพารา 57.7% มันสำปะหลัง 11.4% อาหารทะเล 9.6% ผักผลไม้ 24% ไก่แช่แข็งและแปรรูป 19.2% และน้ำตาล 32.7% ส่วนกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกเพิ่ม 19.6% มีสินค้าสำคัญ ได้แก่ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก 41.1% ผลิตภัณฑ์ยาง 35.9% สิ่งทอ 18.9% เครื่องใช้ไฟฟ้า 23.6% อัญมณีและเครื่องประดับไม่นับทองคำ 30.7%
การนำเข้าเดือนม.ค. มีการขยายตัวทุกกลุ่ม ได้แก่







