
สมน้ำหน้า
ต้องบอกว่าสมน้ำหน้า ที่รัฐบาลไม่เอาจริง ปล่อยปัญหาน้ำมันปาล์มลุกลามใหญ่โตจนเป็นไฟใกล้เผาบ้าน โดยมีน้ำมันปาล์มเป็นเชื้ออย่างดี
ต้องบอกว่าสมน้ำหน้า ที่รัฐบาลไม่เอาจริง ปล่อยปัญหาน้ำมันปาล์มลุกลามใหญ่โตจนเป็นไฟใกล้เผาบ้าน โดยมีน้ำมันปาล์มเป็นเชื้ออย่างดี
รัฐบาลตีโจทย์ผิดตั้งแต่แรก โดยไปออกมาตรการประชาวิวัฒน์ ยุ่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง งมโข่งอยู่กับปัญหาไข่ฟองละ 10 สตางค์ แต่ที่ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างปาล์มน้ำมัน กลับเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ เสมือนไม่มีอะไรในกอไผ่เสียนี่
จนจะโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ และกระแสเสียงชาวบ้านที่ทนไม่ไหวดังขึ้นเรื่อยๆ ถึงได้ตาลีตาเหลือกทำกัน
ผลสะท้อนดีสุดจาก เอแบคโพลล์ ประชาชนในกลุ่มตัวอย่าง 72.1% ระบุว่า ปัญหาปาล์มน้ำมันต้นตอจากการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานของรัฐและผลประโยชน์ของเอกชน
ไม่ต้องมีคนบอก ชาวบ้านก็เห็น คิดเป็นหมดแล้ว
ฉายา สวาปาล์ม จึงโดนใจเต็มๆ
งานนี้มีคนรวยอู้ฟู่
ที่น่าหนักใจก็คือ ปัญหาปาล์มน้ำมันจะลามไปถึงปัญหาของแพงอื่นๆ ด้วย
เพราะฝีมือการแก้ปัญหาน้ำมันปาล์ม ทำให้ชาวบ้านรู้แล้วว่าไม่มีน้ำยาจะจัดการได้เลย
ต่อไปหากสินค้าใดมีแนวโน้มจะขยับราคา รับประกันจะเกิดรายการกักตุน ปั่นราคาขึ้นมาอีก
และยิ่งฟังวิชันอดีตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์อย่าง ชวน หลีกภัย ยิ่งทำให้ต้องถอนหายใจ
ชวน บอกว่า ถ้าปาล์มแพงก็หันไปกินของนึ่ง ของต้มแทน
เฮ้ออ ไม่รู้เหรอ น้ำมันปาล์มไม่ใช่ใช้เฉพาะทอดไข่ในบ้าน แต่ยังไปใช้ทำอาหาร จนชาวบ้านร้านตลาด พ่อค้าแม่ค้าตายสนิท กิจการขนาดเล็ก โอท็อปเกือบทั้งประเทศปิดกิจการ หรือหยุดกิจการไว้ชั่วคราว เพราะทนกับต้นทุนแพงไม่ไหว
น้ำมันปาล์มจึงเป็นเรื่องที่กระทบวงกว้าง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผิดเพี้ยน แต่รัฐบาลยังใช้วิธีการเดิมๆ ในการดูแล นั่นคือการกำหนดราคาสินค้า แทนที่จะใช้กลไกราคาแก้ปัญหา
การไล่จับแม่ค้าในตลาดสด จนถึงการจับกุมโรงงานกักตุนน้ำมันปาล์ม มันช่วยอะไรไม่ได้มากนักหรอก หากไม่สร้างกลไกเปิดนำเข้าน้ำมันปาล์มโดยเสรี ยามที่น้ำมันปาล์มในประเทศแพงเกินไป ตราบนั้นมันก็แกะปมกันไม่ออก
หน้าตาฉลาดแบบนี้ แต่ทำไขสือไม่รู้เรื่อง
น่าสงสัย อะไรหนอไปบังตา







