
คลังหลวง ในอุ้งมือ ธปท.
...สมผล ตระกูลรุ่ง
คลังหลวงที่มีมาแต่โบราณ เป็นเงินที่พระมหากษัตริย์ของไทยเก็บสะสมกันมา เพื่อเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงๆ ซึ่งเงินคลังหลวงนี้มิได้ช่วยประเทศไทยให้พ้นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เท่านั้น
แต่เคยช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตร้ายแรงเมื่อ 13 ก.ค. 2436 (ร.ศ.112) หมาป่าฝรั่งเศส นักเลงโตยุคล่าอาณานิคม นำเรือรบรุกล้ำสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ผลปรากฏว่า ไทยต้านทานแสนยานุภาพของนักล่าอาณานิคมไม่ได้ ฝรั่งเศสกล่าวหาว่า ไทยเป็นฝ่ายผิดที่ไปยิงเรือรบฝรั่งเศส จึงเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย 5 ล้านฟรังก์ พร้อมกับต้องยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส
ในครั้งนั้นก็ได้เงินคลังหลวงที่เก็บสะสมกันมาตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ช่วยชดใช้ค่าเสียหายให้กับนักเลงตะวันตก ไทยจึงรอดพ้นจากการเสียเอกราชในครั้งนั้น
ต่อมาอีก 104 ปี คือ 2540 เงินคลังหลวงที่เริ่มสะสมกันมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ก็ได้ช่วยให้ไทยไม่เสียเอกราชทางเศรษฐกิจให้กับนักเลงตะวันตกอีกครั้ง
คลังหลวง เป็นเงินที่บรรพกษัตริย์ของไทยได้ตั้งขึ้นและเก็บหอมรอมริบมาตลอด แต่เมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตย เงินคลังหลวงได้ตกไปอยู่ในความดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีกฎระเบียบในการปฏิบัติที่เข้มงวด ถือเป็นองค์กรที่มีคุณภาพองค์กรหนึ่ง
คลังหลวงภายใต้การดูแลของ ธปท. ได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของการตั้งคลังหลวง ด้วยการเก็บรักษาสินทรัพย์ในคลังหลวงให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
ในความเป็นจริงแล้ว มีคนจำนวนน้อยมากที่รู้ว่ามีเงินของประเทศจำนวนมากที่อยู่ในคลังหลวง หากไม่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เมื่อหลวงตามหาบัวท่านออกมาตั้งโครงการช่วยชาติ รวบรวมเงินทองเข้าคลังหลวง จึงเกิดคำถามว่า คลังหลวงที่หลวงตาพูดถึงนั้น อยู่ที่ไหน ซึ่งผู้ที่ให้คำแนะนำได้ดีที่สุดคือ ธปท.
ในครั้งนั้น ธปท. (ไม่ทราบว่าเป็นใคร) กราบเรียนท่านให้นำเข้าบัญชีฝ่ายการธนาคาร เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ จนมีการทักท้วงจากนักวิชาการและข้าราชการจาก สตง.ว่า ทองคำของหลวงตาที่เข้าในบัญชีฝ่ายการธนาคารนั้น ไม่ใช่คลังหลวงตามความหมายขององค์หลวงตา บัญชีที่เป็นคลังหลวงตามที่ความประสงค์ขององค์หลวงตา คือ บัญชีฝ่ายออกบัตรธนาคาร
ธปท.ในยุคนั้นพยายามหาทางเลี่ยง ไม่ยอมนำทองคำเข้าบัญชีฝ่ายออกบัตรธนาคาร และมีการดำเนินการให้กฤษฎีกาตีความว่า ไม่สามารถนำสินทรัพย์เข้าบัญชีฝ่ายออกบัตรได้
แต่ ธปท.ไม่สามารถทนกระแสเรียกร้องให้ทำตามเจตนาของหลวงตาได้ จึงได้ใช้กลอุบายให้ดูเหมือนว่า ทองคำหลวงตาได้เข้าคลังหลวงแล้ว โดย ธปท.ได้นำทองคำของหลวงตาที่เก็บไว้ที่ฝ่ายการธนาคาร ไปเป็นสินทรัพย์ในการพิมพ์ธนบัตรใหม่ จึงดูเหมือนว่า ทองคำของหลวงตาเข้าสู่คลังหลวงแล้ว
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว มูลค่าของทองคำของหลวงตาไม่ได้เข้าคลังหลวง มูลค่าของทองคำยังคงอยู่ที่ฝ่ายการธนาคารของ ธปท.
ในที่สุดก็สามารถนำทองคำเข้าสู่คลังหลวงได้ในยุคของผู้ว่าการ ธปท. ที่ชื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล โดยเข้าบัญชีผลประโยชน์ประจำปีก่อน เมื่อสิ้นปีจึงไหลเข้าสู่บัญชีสำรองพิเศษ อันเป็นคลังหลวงที่แท้จริง และเป็นไปตามเจตนาของหลวงตา
ในเวลานั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้กราบเรียนหลวงตาว่า สินทรัพย์ของหลวงตาจะรวมเป็นเนื้อเดียวกับสินทรัพย์เดิม ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ฉะนั้น ที่รองผู้ว่าการ ธปท. ออกมาแถลงเมื่อต้นเดือน ก.พ. ภายหลังจากการเสนอข่าวเรื่องพินัยกรรมของหลวงตาที่จะมอบทองคำเข้าคลังหลวง ว่า
“หากอนาคต ธปท.จำเป็นต้องมีการรวมบัญชีทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทาง ธปท.ก็จะแยกบัญชีในส่วนที่ได้รับบริจาคจากหลวงตามหาบัวไว้” จึงเป็นการแถลงที่เป็นไปไม่ได้เป็นเพราะสินทรัพย์ในคลังหลวงที่มีส่วนของหลวงตาปนอยู่ทั้งนั้น ไม่สามารถแยกออกต่างหากได้ตามที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้เคยกราบเรียนไว้แล้ว
หลวงตาท่านเคยเทศน์ไว้แล้วว่า สินทรัพย์ที่นำเข้าคลังหลวง เป็นของสงฆ์ ซึ่งถือเป็นสิริมงคลกับประเทศ แต่หากใครเอาทรัพย์สินของสงฆ์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว จะเป็นบาปกรรมหนักที่คนดีๆ เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพย์สินของพระอริยสงฆ์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม
ธปท.ในวันนี้มีสิทธิเลือกได้ว่า จะเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย







