
ความต่างบนสภาวะผู้นำไทย-เขมร
...รวิภาส กล่ำทวี
ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองในหลายประเทศแถบตะวันออกกลางและทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาในปัจจุบันอันสืบเนื่องมาจากสาเหตุของความไม่พอใจในการบริหารประเทศของบรรดาผู้นำประเทศที่อยู่ในอำนาจมานานหลายสิบปีจนประชาชนเริ่มเอือมระอาและพากันลุกฮือขับไล่เป็นโดมิโน ซึ่งดูเหมือนว่าจะยังคงลุกลามแผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ โดยยังไม่มีใครทราบว่าจุดจบจะอยู่ที่ใด โดยชัยชนะของประชาชนได้เกิดขึ้นแล้วใน 2 ประเทศคือ อียิปต์กับตูนิเซีย
หันมามองทางบ้านเราก็คงจะไม่มีข่าวชิ้นไหนที่ถือเป็นเรื่องราวใหญ่โตเป็นที่จับตามองของบรรดาประชาชนและสื่อมวลชนทั้งภายในและภายนอกประเทศนั่นก็คือ ข่าวความขัดแย้งจนถึงขั้นใช้กำลังทหารยิงถล่มใส่กันบริเวณพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาหรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าประเทศเขมร อันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานบริเวณพื้นที่รอบประสาทพระวิหาร จนทำให้ทหารและประชาชนทั้งสองฝ่ายต่างล้มตายและได้รับผลกระทบในวงกว้างจนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่แปลกประหลาดมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ ขณะที่ผู้นำเขมรโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีฮุนเซน และรัฐมนตรีต่างประเทศนายฮอร์นัมฮง ต่างร่วมมือกันงัดกลยุทธ์และแท็กติกทางการเมืองระหว่างประเทศมากมายหลายประการเพื่อแสวงหาความได้เปรียบจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น คำถามกลับย้อนศรมาที่ผู้นำประเทศไทยอย่างนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างนายกษิต ภิรมย์ ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ สิ่งที่ผู้นำไทยทั้งสองท่านกำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่จะสามารถทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในเชิงการเมืองระหว่างประเทศได้หรือไม่ ถ้าได้จะได้มากน้อยเพียงใดหรือถ้าเสียหายจะเสียหายมากน้อยเพียงใด
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างผู้นำเขมรอย่างนายฮุนเซน กับผู้นำไทยอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ถึงขั้นใช้กำลังทหารเข้าใส่กันแล้วก็คือ นายกรัฐมนตรีประเทศเขมรมีการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำอย่างชัดเจน จริงจังและแข็งกร้าว ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหน้า (หมายถึงการประกาศแสดงจุดยืนของตัวเองผ่านสื่อทั้งในและนอกประเทศเขมร) หรือการดำเนินการในเบื้องหลัง (ความเฉียบคมทางการทูตทั้งบนดินและใต้ดินโดยผ่านทางความพยายามในการล็อบบี้ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และบรรดาประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้องหลายประเทศเห็นความสำคัญของความขัดแย้งระหว่างไทยกับเขมร และความพยายามที่จะให้บรรดานานาประเทศเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้ง หรือที่เรียกกันว่า กลยุทธ์การใช้กลุ่มประเทศหลายประเทศบีบอีกประเทศหนึ่งในทางอ้อมเพื่อให้บรรลุผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง)
หันมามองในส่วนของประเทศไทย ทุกครั้งที่ได้ยินการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีไทย การแสดงออกถึงภาวะผู้นำดูจะอ่อนด้อยไปอย่างมีเลศนัย ล่าสุดสื่อไทยด้วยกันเองหลายแขนงถึงกับแสดงความเห็นพ้องต้องกันอย่างไม่ได้นัดหมายกันมาก่อนว่านายกรัฐมนตรีไทยเหมือนกับไม่ค่อยจริงจังหรือเอาใจใส่ต่อการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศไทยกับเขมร การให้สัมภาษณ์ของนายกฯ อภิสิทธิ์ในหลายๆ ครั้งดูเหมือนจะออกไปแนวทีเล่นทีจริงไม่แข็งกร้าวหรือประกาศจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนเหมือนอย่างนายกฮุนเซน ความเฉียบขาดในการตัดสินใจก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรออกมาใหม่ๆ นอกจากการออกมาพูดย้ำอยู่บ่อยๆ ว่า ต้องการแก้ไขปัญหาโดยยึดแนวทางสันติ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วขัดกับสิ่งที่กองกำลังทหารของประเทศเขมรและประเทศไทยกำลังใช้อยู่
สัปดาห์หน้า ลองไปเปรียบเทียบรัฐมนตรีต่างประเทศของ 2 ฝั่งกันครับ







