
อย่า2มาตรฐาน
การที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เดินหน้าเอาผิดบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ตามที่คณะกรรมการมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมการงาน หรือดำเนินในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน ตัดสินว่า การแก้ไขสัญญาแนบท้ายหลายครั้งของ เอไอเอส นั้น ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ถึง 7.5 หมื่นล้านบาท และจะเสนอผลสรุปดังกล่าวให้ ครม.ตัดสินว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในจุดยืนของรัฐบาล
ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยทั้งสามราย ไม่ว่าจะเป็น เอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ ล้วนแล้วแต่มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานทั้งสิ้น
แต่ภาพที่ออกมากลายเป็นว่า ไอซีที เดินหน้าไล่บี้เอกชนเพียงรายเดียว คือเอไอเอส ที่เคยเป็นของอดีต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมาของรัฐบาล
ในขณะที่เอกชนอีก 2 ราย อย่างดีแทคและทรูมูฟนั้นแทบจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการไล่ล่าของไอซีที
โดยเฉพาะทรูมูฟ ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคแกนนำรัฐบาล ในเรื่องที่ ทรูมูฟ ไปรับการโอนสิทธิคลื่นความถี่จากบริษัท แทค ในขณะนั้น โดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุน แต่อย่างใด แต่ไอซีทีก็ไม่ได้แสดงท่าทีเดินหน้าสอบสวนเรื่องนี้แต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังยินยอมให้ ทรูมูฟ สามารถเข้าไปซื้อกิจการของกลุ่มบริษัท ฮัทช์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซีดีเอ็มเอ ในมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท แต่ระบุว่าเป็นราคาซื้อบริษัทแค่ 4 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นการใช้หนี้ให้กับกลุ่มฮัทช์
ในเรื่องนี้ หลายต่อหลายฝ่ายมองว่าเป็นการกระทำที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ พ.ร.บ.ร่วมทุน เพราะมีการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวมีมูลค่าเกินกว่า 1,000 ล้านบาท แต่หน่วยงานรัฐทั้งหลายต่างเมินเฉยต่อการกระทำดังกล่าว
รวมทั้งยังเมินเฉยต่อการที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม ในฐานะเจ้าของสัญญาสัมปทานดังกล่าวมีมติอนุมัติให้ ทรูสามารถแปลงระบบซีดีเอ็มเอ เป็น เอชเอสพีเอ และขยายอายุสัญญาออกไปเป็น 14 ปี นั่นหมายความว่า ทรู กำลังจะเป็นผู้ให้บริการ 3จี โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการประมูลใบอนุญาต ด้วยเงินเพียง 6,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น
ทั้งๆ ที่ในช่วงที่ผ่านมา มีการกำหนดราคาเริ่มต้นใบอนุญาต 3จี ไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท และยังไม่มีใครรู้ได้ว่าเมื่อสิ้นสุดการแข่งขันราคาใบอนุญาต 3จี ของประเทศไทยจะตกอยู่ที่เท่าใด
รัฐบาล และ ไอซีที ต้องออกมาอธิบาย การปฏิบัติหน้าที่แบบ 2 มาตรฐานให้ประชาชนได้รับทราบว่า ทำไมถึงเลือกปฏิบัติอย่างที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้ภาพรัฐบาลแย่ลงไปมากกว่านี้







