
มือถือขอจ่ายค่าต๋งเพิ่ม
เอไอเอสดีแทค กางข้อเสนอเพิ่มส่วนแบ่งรายได้เป็น 30-35% ปัดจ่ายค่าเสียหายคืนรัฐรวม 1 แสนล้านบาท
เอไอเอสดีแทค กางข้อเสนอเพิ่มส่วนแบ่งรายได้เป็น 30-35% ปัดจ่ายค่าเสียหายคืนรัฐรวม 1 แสนล้านบาท
แหล่งข่าวจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เปิดเผยว่าแนวทางที่เอกชนเตรียมเสนอให้คณะกรรมการเจรจาการแก้ไขสัมปทานในส่วนของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เป็นไปในทางเดียวกัน คือ ยกเลิกสัญญาที่มีการแก้ไขแบบไม่ถูกต้อง แล้วให้ยึดสัญญาหลักและเริ่มต้นใหม่ด้วยการปรับส่วนแบ่งรายได้ให้สูงขึ้น
ทั้งนี้ หากยึดตามสัญญาหลัก โดยไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือขยายอายุสัญญา เอไอเอสและดีแทคได้หมดสัมปทานตั้งแต่ปีที่แล้ว ดังนั้นควรมาเริ่มต้นด้วยการกำหนดส่วนแบ่งรายได้ใหม่ เช่น ปรับส่วนแบ่งรายได้บริการพรีเพดหรือเติมเงินให้เพิ่มสูงขึ้น จากเดิม 20% เป็น 3035% และให้เอกชนจ่ายย้อนหลังตั้งแต่วันที่สัญญาหลักหมดอายุลง
“วิธีนี้เป็นวิธีที่เอกชนรับได้ และรู้สึกว่ารัฐไม่พยายามปัดภาระทั้งหมดมาที่เอกชนด้านเดียวจากการที่ให้เอกชนต้องจ่ายหลายหมื่นล้านบาท และรัฐจะได้ประโยชน์จากความเห็นต่างคนละขั้ว ที่จะยืดเยื้อในการต่อสู้ทางคดีและไม่สามารถจบได้ในไม่กี่ปี” แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งนี้ไม่ได้ข้อยุติทั้งเอไอเอสและดีแทคก็ต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการหรือไปจบที่ศาล ซึ่งคาดว่าการที่ อไอเอสถูกบริษัท ทีโอทีอ้างว่าทำให้เสียหายกว่า 7 หมื่นล้านบาท ส่วนดีแทคถูกอ้างว่าทำให้กสท โทรคมนาคมมีรายได้ลดลงเกือบ 3 หมื่นล้านบาท จากการแก้ไขสัญญาและขยายอายุสัญญา หากไปที่อนุญาโตตุลาการหรือไปจบที่ศาล จะใช้เวลามากกว่า 35 ปี และอาจเกินเวลาที่สัญญาสัมปทานบางรายมีอายุเหลืออยู่
ดังนั้น แนวทางดังกล่าวจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะเอกชนยืนในจุดเดิมว่า การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาหรือ ขยายอายุสัมปทานออกไปนั้น เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องและมีผลในทางปกครอง และผ่านการเห็นชอบและอนุมัติรับรองจากคณะกรรมการ หรือ บอร์ดรัฐวิสาหกิจทั้งทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ซึ่งแต่ละบอร์ดล้วนมีกรรมการที่มาจากตัวแทนของส่วนราชการ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการแก้ไขไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยเอกชน
ส่วนในรายของทรูมูฟนั้น แตกต่างจากเอไอเอสและดีแทค เพราะสัญญาไม่ผ่านขั้นตอนกฎหมายมาแต่แรก ขณะนี้ยังอยู่ในคณะกรรมการมาตรา13 ซึ่งเมื่อพิจารณาผลเสร็จแล้ว ต้องนำเสนอคณะกรรมการมาตรา22 ก่อนเสนอเข้าครม.อีกครั้ง
ขณะที่ทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที เห็นว่า หากคณะกรรมการเจรจาไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมได้ ก็เป็นไปได้ที่ครม.จะเสนอให้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกค่าเสียหาย ขึ้นอยู่กับศาลแพ่งว่าจะรับเลยหรือไม่ หรืออาจต้องผ่านขั้นตอนอนุญาโตตุลาการก่อนก็เป็นไปได้
สำหรับคณะกรรมการเจรจามีนางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีทีเป็นประธาน และมีกำหนดให้เอกชนเสนอแนวทางแก้ไขในวันที่ 25 ก.พ.ก่อนจะประชุมร่วมกันอีกครั้งวันที่ 28 ก.พ.







