
นายกฯ เปิดหน้าชน สวนกลับคู่แข่งการเมืองทุกดอก รับแรงกดดันรอบด้าน
ท่าทีตอบโต้ของนายกรัฐมนตรีต่อฝ่ายค้าน นักการเมือง และผู้เผยแพร่ข้อมูลออนไลน์แข็งกร้าวขึ้น ทั้งใช้วาทะโต้กลับและดำเนินคดี สะท้อนแรงกดดันต่อภาพลักษณ์รัฐบาล
KEY
POINTS
- นายกฯ ตอบโต้คู่แข่งหลายกรณี ตั้งแต่ผู้นำฝ่ายค้าน อดีตรัฐมนตรีคลัง ไปจนถึงนักการเมืองที่เผยแพร่ข้อมูลกล่าวหา
- คำอธิบายต่อท่าทีที่แข็งกร้าวมีทั้งความรู้สึกว่ารัฐบาลถูกจับผิด มุมมองต่อคู่แข่ง และแรงกดดันให้ปกป้องภาพลักษณ์
- การใช้กระบวนการยุติธรรมจัดการกรณีสลิปโอนเงินปลอม ทำให้เกิดคำถามเปรียบเทียบกับความคืบหน้าคดีอาชญากรรมไซเบอร์อื่น
จากประนีประนอมสู่การตอบโต้ตรงไปตรงมา
ท่าทีของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เปลี่ยนจากการประนีประนอมเป็นการตอบโต้คู่แข่งอย่างเปิดเผย ทั้งต่อฝ่ายค้าน นักการเมือง และสื่อหรือเพจที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับรัฐบาล การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการปกป้องรัฐบาลและภาพลักษณ์ทางการเมือง ท่ามกลางแรงกดดันและการตรวจสอบจากหลายด้าน ก่อนการเมืองเข้าสู่โหมดซักฟอกรัฐบาล
กรณีผู้นำฝ่ายค้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวหารัฐบาลไม่พร้อมรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีสวนกลับว่า “ชอบเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” พร้อมตั้งคำถามถึงวุฒิภาวะทางการเมือง
ส่วนกรณีกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีคลัง วิจารณ์มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20/E20 นายกรัฐมนตรีโต้ว่า “คุณกรไม่เข้าใจวิถีชีวิตเกษตรกร” และวิจารณ์อีกฝ่ายในลักษณะสร้างภาพ
ขณะที่กรณีนายศิริโชค โสภา อดีตสส.ประชาธิปัตย์ หลังเพจ Goddam เผยแพร่สลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท นายกรัฐมนตรีปฏิเสธข้อกล่าวหาด้วยคำถามว่า “ผมต้องตอบด้วยเหรอ” และมองว่าเป็นเรื่องแค้นทางการเมืองจากการพ่ายแพ้เลือกตั้ง
การตอบโต้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่คำพูด นายกรัฐมนตรีมอบหมายทนายความดำเนินคดีกับชัยรัตน์ เจ้าของเพจ Goddam จากกรณีสลิปที่ระบุว่าเป็นเอกสารปลอม และดำเนินคดีกับไอซ์ รักชนก ส.ส. พรรคประชาชน ในฐานะผู้แชร์โพสต์ การใช้กฎหมายกับผู้แทนที่อยู่ร่วมสภาทำให้กรณีนี้ถูกจับตาในฐานะการยกระดับการตอบโต้จากเวทีวาทกรรมสู่กระบวนการยุติธรรม
แรงกดดันและคำถามต่อมาตรฐาน
ปัจจัยที่ถูกใช้วิเคราะห์ท่าทีของนายกรัฐมนตรีมีหลายด้าน ได้แก่ ความรู้สึกว่ารัฐบาลทำงานหนักแต่ถูกสังคมและสื่อจับผิด มุมมองว่าคู่แข่งทางการเมืองใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือจ้องหาเรื่อง ตลอดจนแรงกดดันจากผู้ใหญ่ระดับสูงที่ติดตามข่าวและต้องการให้ชี้แจงประเด็นต่าง ๆ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ทางการเมือง นอกจากนี้ ภาพจำของพรรคภูมิใจไทยเรื่องกลุ่มบ้านใหญ่ ทุนก่อสร้าง สัมปทานรัฐ และที่ดินพิพาท ยังเป็นประเด็นที่ทำให้การตอบโต้ถูกจับตามองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้ออธิบายเหล่านี้เป็นกรอบวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อยืนยันถึงแรงจูงใจของนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน การดำเนินคดีกรณี Goddam ยังนำไปสู่คำถามเรื่องการใช้ดุลพินิจของตำรวจไซเบอร์ หลังเจ้าของเพจถูกควบคุมตัวเต็มกรอบ 48 ชั่วโมงและเตรียมคัดค้านการประกันตัว
ฝ่ายค้านนำคดี Shuffle.com ซึ่งมีข้อมูลเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับบริษัทคริปโทเคอร์เรนซีในไทยและมูลค่าหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาท มาเปรียบเทียบและตั้งคำถามถึงความคืบหน้าการดำเนินคดี ความแตกต่างในการเร่งรัดคดีจึงกลายเป็นอีกประเด็นที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์รัฐบาลและการทำงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย







