
วิปฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ ซักฟอก 18 รมต. ติดปมชั่วโมงอภิปราย
รัฐบาลเสนอซักฟอก 26–29 ต.ค. ลงมติ 30 ต.ค. แต่ยังตกลงชั่วโมงไม่ได้ ฝ่ายค้านยืน 60 ชั่วโมง ก่อนวอล์กเอาต์วงหารือวิป 3 ฝ่าย
KEY
POINTS
- ทั้งสองฝ่ายยอมรับกรอบอภิปราย 4 วัน แต่ฝ่ายค้านขอ 60 ชั่วโมง ขณะที่รัฐบาลเสนอ 45–48 ชั่วโมง จึงยังไม่ได้ข้อยุติ
- พริษฐ์ตั้งคำถามบทบาทสภา หลัง ครม. ส่งมติกำหนดวันก่อนหารือวิป 3 ฝ่าย ก่อนวิปฝ่ายค้านวอล์กเอาต์
- กล้าธรรมยืนยันสถานะฝ่ายค้านและขอเวลาอภิปราย แต่ยังไม่ชี้ชัดว่าจะตรวจสอบรัฐบาลหรือช่วยชี้แจง
การเจรจากำหนดกรอบอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ยังหาข้อยุติไม่ได้ แม้รัฐบาลและฝ่ายค้านยอมรับจำนวนวันอภิปรายตรงกันที่ 4 วัน แต่ยังเห็นต่างเรื่องชั่วโมงอภิปราย ฝ่ายค้านยืนยันขอรวม 60 ชั่วโมง ขณะที่รัฐบาลให้กรอบ 45–48 ชั่วโมง ความขัดแย้งดังกล่าวนำไปสู่การวอล์กเอาต์ของวิปฝ่ายค้านจากวงหารือวิป 3 ฝ่าย
เดิมฝ่ายค้านเสนอให้อภิปราย 5 วัน รวมอย่างน้อย 60 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบรัฐมนตรีครบทั้ง 18 คน ส่วนรัฐบาลเสนอ 3 วัน ก่อนคณะรัฐมนตรีขยับเพิ่มเป็น 4 วัน ระหว่างวันที่ 26–29 ตุลาคม และเสนอให้ลงมติวันที่ 30 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม กรอบดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติร่วมกันเรื่องเวลาที่แต่ละฝ่ายจะได้รับ
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ยืนยันว่า ฝ่ายค้านพร้อมยืดหยุ่นเรื่องวัน หากรัฐบาลติดภารกิจในสัปดาห์หน้า ก็สามารถเลื่อนการอภิปรายไปเดือนพฤศจิกายนได้ เพื่อให้จัดสรรเวลาแก่ทั้งสองฝ่ายอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านยินยอมอภิปรายต่อเนื่องถึงเวลา 02.00–03.00 น. หากต้องดำเนินการให้ครบ 60 ชั่วโมงภายใน 4 วัน
ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ชี้แจงว่า การให้รัฐมนตรีทั้ง 18 คนอยู่พร้อมกันในสภาตลอด 5–6 วันทำได้ยาก พร้อมระบุว่า กรอบเวลา 45–48 ชั่วโมงที่รัฐบาลเสนอ มากกว่าเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทุกครั้ง
ข้อถกเถียงจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนวันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่จำนวนชั่วโมงซึ่งยังห่างกัน 12–15 ชั่วโมง ฝ่ายค้านเห็นว่ากรอบเวลาของรัฐบาลไม่เพียงพอ ขณะที่รัฐบาลยังยืนยันข้อเสนอเดิม ทำให้การขยับจาก 3 วันเป็น 4 วันยังไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งได้
นอกจากเรื่องเวลา ฝ่ายค้านยังตั้งคำถามถึงกระบวนการกำหนดวันอภิปราย หลัง ครม. ส่งหนังสือแจ้งมติมายังสภาก่อนการหารือของวิป 3 ฝ่าย นายพริษฐ์จึงตั้งคำถามว่าสภากำลังกลายเป็น “สาขา 2 ของรัฐบาล” หรือไม่ เมื่อการเจรจาไม่คืบหน้าและฝ่ายค้านเห็นว่าถูกบีบกรอบเวลา วิปฝ่ายค้านจึงตัดสินใจออกจากที่ประชุม
ในมุมวิเคราะห์ทางการเมือง ฝ่ายรัฐบาลถูกมองว่าต้องการให้อภิปรายเสร็จภายในปลายเดือนตุลาคม 2569 เพื่อลดความบอบช้ำจากการถูกตรวจสอบ ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่า หากยืดเยื้อไปถึงสมัยประชุมเดือนกุมภาพันธ์ ฝ่ายค้านอาจเผชิญความเสี่ยงจากคดี 44 สส. ในศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นการประเมินทางการเมือง ไม่ใช่ข้อยุติจากวงหารือ
อีกท่าทีที่ต้องติดตามคือพรรคกล้าธรรม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษณาพรรค ระบุว่า พรรคยังมีสถานะเป็นฝ่ายค้านตามกฎหมาย มี สส. ราว 12–13% และขอรับการจัดสรรเวลาอภิปรายด้วย แต่ยังไม่ตอบว่าจะอภิปรายสนับสนุนฝ่ายค้านหรือช่วยชี้แจงให้รัฐบาล
โจทย์ที่ยังค้างอยู่จึงเป็นการตกลงชั่วโมงอภิปรายให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ก่อนเดินหน้าตามวันอภิปรายและวันลงมติที่รัฐบาลเสนอ ส่วนบทบาทของกล้าธรรมยังต้องรอความชัดเจนว่า จะใช้เวลาที่ขอไปอภิปรายในทิศทางใด







