
เทศกาลดอกเบี้ยบานสะพรั่ง
ในระยะนี้แวดวงธุรกิจธนาคารได้เกิด 2 ปรากฏการณ์ใหญ่ๆ หนึ่ง คือการประชันแคมเปญเงินฝากประจำ (TimeDeposit) ในรูปแบบต่างๆ ของบรรดาธนาคารพาณิชย์ ที่ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงล่อตาล่อใจเพื่อดูดเงินจากกระเป๋าลูกค้า
ในระยะนี้แวดวงธุรกิจธนาคารได้เกิด 2 ปรากฏการณ์ใหญ่ๆ หนึ่ง คือการประชันแคมเปญเงินฝากประจำ (TimeDeposit) ในรูปแบบต่างๆ ของบรรดาธนาคารพาณิชย์ ที่ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงล่อตาล่อใจเพื่อดูดเงินจากกระเป๋าลูกค้า
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ในระยะนี้แวดวงธุรกิจธนาคารได้เกิด 2 ปรากฏการณ์ใหญ่ๆ หนึ่ง คือการประชันแคมเปญเงินฝากประจำ (TimeDeposit) ในรูปแบบต่างๆ ของบรรดาธนาคารพาณิชย์ ที่ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงล่อตาล่อใจเพื่อดูดเงินจากกระเป๋าลูกค้า
สอง คือการบุกตลาดผลิตภัณฑ์ประเภทตั๋วบี/อี ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินชนิดหนึ่งที่มีรูปแบบคล้ายกับเงินฝากประจำ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประจำ แต่ไม่ได้รับการคุ้มครอง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้เชื่อแน่ว่าเป็นผลมาจาก 2 ปัจจัย คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และผลกระทบจากการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลงเหลือ 50 ล้านบาทต่อบัญชี ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ส.ค.นี้
ส่งผลให้ธุรกิจธนาคารต้องเริ่มปรับตัวเร่งตุนเงินฝากเอาไว้ เพื่อลดภาระจากเงินของลูกค้ารายใหญ่ที่มีเงินในบัญชีเกิน 50 ล้านบาท เนื่องจากคาดว่าจะมีเงินไหลออก ส่งผลให้ธนาคารอาจตกอยู่ในสภาพ “ชอร์ตเงิน”
หมายความว่าจะไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำไปหมุนเวียนปล่อยสินเชื่อ
นอกจากนี้ อัตราส่วนเงินฝากต่อสินเชื่อ (LDR) ของธนาคารพาณิชย์ไทยส่วนใหญ่ในขณะนี้ ยังอยู่ในระดับจ่อคอหอย เพราะ หลายแห่งมีอัตราส่วนสูงจนเกือบเต็ม 100% แล้ว จึงต้องเร่งระดมเงินฝากมาปล่อยเงินกู้เพื่อสร้างรายได้ก่อนที่จะสำลักน้ำตาย
สิ่งที่ธนาคารพาณิชย์กลัวมากที่สุด คือ การที่ลูกค้าบางส่วนจะแห่นำเงินไปฝากกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน , ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) , ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) ที่ได้รับการการันตีจากรัฐบาลว่าไม่มีทางเจ๊ง
ขณะที่บางส่วนอาจหันไปลงทุนในรูปแบบอื่นที่มีความเสี่ยงไม่ต่างกับเงินฝากมากนักแทน
สอดคล้องกับการเกิดปรากฏการณ์บุกตลาดผลิตภัณฑ์ประเภทตั๋วบี/อี ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินที่มีระยะเวลาเช่นเดียวกับเงินฝากประจำ แต่ให้ผลตอบแทนคืออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า และไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก
ในอดีตที่ผ่านมาตั๋วบี/อี มักถูกมองว่าเป็นของเล่นของคนรวย เพราะต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำที่ 15 ล้านบาท ประกอบกับความเสี่ยงจากการที่ไม่ได้รับความคุ้มครองทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่แพร่หลายนัก
แต่ในปัจจุบันหลายธนาคารได้เริ่มมีการปรับลดวงเงินสำหรับการลงทุนในตั๋วบี/อี ลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1 ล้านบาท เช่น ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่ออกผลิตภัณฑ์ตั๋วแลกเงินอายุ 4 เดือน ให้ดอกเบี้ยสูงสุด 2.15% กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 5 แสนบาท
ธนาคารกรุงศรีอยุธยาออกผลิตภัณฑ์ตั๋วบี/อี ประเภทอายุ 4 เดือน ดอกเบี้ย 1.75% 6 เดือน ดอกเบี้ย 2% และ 12 เดือน ดอกเบี้ย 2.25% ซึ่งใช้เงินในการลงทุนขั้นต่ำสุดเพียง 1 แสนบาท นอกจากนี้ในอนาคตจะมีการปรับลดเงินลงทุนขั้นต่ำลงมาอยู่ที่ 5 หมื่นบาท
แสดงให้เห็นชัดเจนว่าธนาคารต้องการเพิ่มลูกค้ารายย่อยในตลาดตั๋วบี/อีมากขึ้น โดยมีต้นทุนถูกกว่าปกติ เพราะตั๋วบี/อี ไม่ถูกนับรวมเป็นเงินฝาก ทำให้ธนาคารไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสมทบคุ้มครองเงินฝากที่อัตรา 0.4% ของฐานเงินฝากธนาคารอีกด้วย
ดังนั้น หากการทดลองตลาดของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในครั้งนี้สำเร็จ อาจเรียกได้ว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว!!
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ที่ระบบธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันระดมเงินฝากผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ ค่อนข้างมาก ทั้งธนาคารธนาคารใหญ่และเล็กถือเป็นภาวะปกติ เป็นผลมาจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่หันมารักษาต้นทุนการเงิน เตรียมสภาพคล่องล่วงหน้า และกำหนดต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายให้คงที่ในบางส่วนไว้ก่อน เพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับการขยายสินเชื่อที่ปีนี้มีแนวโน้มการขยายตัวได้ดีขึ้น
“ตลาดรับรู้อยู่แล้วว่าทิศทางดอกเบี้ยเป็นช่วงขาขึ้น ด้วยเหตุนี้เลยทำให้แบงก์หันมารักษาต้นทุน กำหนดดอกเบี้ยให้ต้นทุนคงที่ไว้ก่อน เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เพราะกฎหมายคุมครองเงินฝากจะมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนส.ค.ปีนี้ เพราะเรื่องนี้ประชาชนผู้ฝากและแบงก์รับรู้ก่อนหน้านี้นานแล้ว ถือเป็นการเตรียมความพร้อมของตัวเองให้ดีเมื่อเห็นโอกาส”นายสรสิทธิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องสัดส่วนตั๋วบี/อีในฐานเงินฝากควรมีระดับเท่าใดจึงจะเหมาะสมนั้น ธปท.ไม่มีเกณฑ์กำหนด แต่ประชาชนผู้ฝากเงินต้องพิจารณาให้ดี ว่าระหว่างการได้รับความคุ้มครองเงินฝากกับได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงจากตั๋วบี/อีจะเลือกอะไร เพราะถ้าเลือกผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูง ก็ต้องรับความเสี่ยงเอง
ส่วนเงินฝากทั่วไปได้รับการคุ้มครองแต่ดอกเบี้ยผลตอบแทนก็ไม่สูงมาก ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีฐานะแข็งแกร่ง ถึงไม่ได้รับการคุ้มครองเงินฝากก็เชื่อว่าไม่มีปัญหา
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกรุงเทพเปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ “Step Plus” ระยะเวลาฝาก 15 เดือน ให้ดอกเบี้ยสูงสุด 4.5% กำหนดวงเงินฝากไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท
ธนาคารธนชาตร่วมกับธนาคารนครหลวงไทยออกผลิตภัณฑ์ “เงินฝากดอกเบี้ยได้ใจ” ฝากประจำ 5 เดือนดอกเบี้ย 2% และฝากประจำ 15 เดือนดอกเบี้ยสูงสุด 2.75% เปิดบัญชีขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เทคนิคทางการตลาดของธนาคารพาณิชย์ในครั้งนี้ก็ถือว่า วินวิน ตอบโจทย์ของผู้บริโภคที่ต้องการได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อซึ่งทะยานต่อเนื่อง และยังไม่มีท่าทีว่าจะอ่อนกำลังลง
ทว่าทางฟากผู้บริโภคเองก็ไม่ควรรีบร้อนผลีผลามโยนเงินลงเข่ง เพราะโดนยั่วใจด้วยอัตราดอกเบี้ย โดยต้องไม่ลืมว่าทิศทางดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะอยู่ในช่วงขาขึ้นตลอดทั้งปี
ทางทีดีควรสงวนท่าทีด้วยการกำเงินเอาไว้ในกระเป๋าก่อนและศึกษาถึงผลตอบแทนเปรียบเทียบกับความเสี่ยงซะก่อน
หากรีบร้อนทุ่มหมดหน้าตักตั้งแต่ต้นปี อาจต้องมานั่งน้ำตาตกในภายหลังได้...







