
นายกฯอนุทินสั่ง ครม.เตรียมแจงซักฟอก วางกรอบ4วัน 27–30 ต.ค.69
นายกฯอนุทินกำชับรัฐมนตรีเตรียมชี้แจงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ม.151 รัฐบาลวางกรอบเบื้องต้น 27–30 ต.ค. ขณะที่เพื่อไทยยืนยันพร้อมสนับสนุน
KEY
POINTS
- นายกฯ กำชับรัฐมนตรีทุกคนเตรียมพร้อมชี้แจงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
- รัฐบาลวางกรอบอภิปรายเบื้องต้นวันที่ 27–30 ต.ค. รอวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านหารือร่วมกัน
- ญัตติกล่าวหานายกฯ หลายด้าน ตั้งแต่การทุจริต การแทรกแซงองค์กรอิสระ ไปจนถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศ
รัฐบาลเตรียมรับศึกซักฟอก
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีความเคลื่อนไหวเตรียมรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับรัฐมนตรีทุกคนให้เตรียมพร้อมชี้แจงข้อกล่าวหา
รัฐบาลวางกรอบเวลาอภิปรายเบื้องต้นระหว่างวันที่ 27–30 ต.ค. แต่ยังต้องรอวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านหารือเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน เนื่องจากหลังช่วงเวลาดังกล่าว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางไปต่างประเทศ
ด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ยืนยันในที่ประชุม ครม. ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมสนับสนุนรัฐบาล
ข้อกล่าวหาในญัตติ
เอกสารญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาชน ที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้ ระบุข้อกล่าวหาต่อนายอนุทินว่า ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง บริหารประเทศผิดพลาด และปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต รวมถึงใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่ตนเอง พวกพ้อง และผู้มีพระคุณ
ญัตติยังกล่าวหาว่ามีการสร้าง “ระบอบสีน้ำเงิน” หรือ “ระบอบ น.หนู” และทุจริตในการเลือกตั้ง สส. การเลือก สว. การสอบข้าราชการ และการใช้งบประมาณแผ่นดิน ตลอดจนแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้ามและเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง
นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่ามีการแทรกแซงกลไกตรวจสอบคดีทุจริตการเลือก สว. ทำลายระบบคุณธรรมในราชการ และกดดันข้าราชการเพื่อปกป้องเครือข่าย รวมถึงระบุว่านายกรัฐมนตรีเป็น “หุ่นเชิด” ทางการเมือง และใช้ตำแหน่งเป็นเกราะคุ้มครองบุคคลอื่น
ญัตติยังวิจารณ์การบริหารเศรษฐกิจ การเอื้อกลุ่มทุน การปล่อยปละละเลยขบวนการทุนเทา การทำหน้าที่ในเวทีระหว่างประเทศ และการแก้ปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้ ทั้งหมดเป็นข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านระบุไว้ในญัตติ โดยกรอบวันอภิปรายยังต้องรอข้อสรุปจากการหารือของวิปทั้งสองฝ่าย







