
“วัส” วิเคราะห์คำร้องฮั้ว สว. ตั้งคำถามเข้าข่ายรัฐประหารเงียบ?
วัส ติงสมิตร วิเคราะห์คำร้อง 17 หน้าถึงอัยการสูงสุด ปมกล่าวหาครอบงำ สว. 159 ที่นั่ง ชี้ต้องพิสูจน์การรับคำสั่งจากภายนอก แยกจากความเห็นทางการเมืองตรงกัน
KEY
POINTS
- ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 11 ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2569 ขอส่งศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 49 ตรวจสอบข้อกล่าวหาจัดตั้งเครือข่ายครอบงำวุฒิสภา
- นายวัสตั้งคำถามว่า หากพิสูจน์ได้ว่ามีการควบคุม สว. ตั้งแต่กระบวนการเลือกจนถึงการใช้อำนาจ อาจต้องพิจารณาผ่านกรอบแนวคิด “รัฐประหารเงียบ”
- ย้ำต้องใช้พยานหลักฐานแยกการลงมติตามความเห็นร่วมกันออกจากการรับคำสั่งโดยมิชอบ และไม่ตัดสินผู้ถูกกล่าวหาก่อนผ่านกระบวนการที่เป็นธรรม
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ วิเคราะห์คำร้องกรณีกล่าวหาฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งผู้สมัคร สว. กลุ่มที่ 11 กลุ่มอาชีพผู้ประกอบการท่องเที่ยว ยื่นต่ออัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 โดยตั้งคำถามว่า หากพิสูจน์ได้ว่ามีขบวนการจัดตั้งและครอบงำการใช้อำนาจของวุฒิสภาจริง พฤติการณ์ดังกล่าวอาจข้ามจากปัญหาทุจริตการเลือกไปสู่การบ่อนทำลายระบอบการปกครองหรือไม่
คำร้องความยาว 17 หน้า เลขรับคำร้องที่ 42763/2569 ขอให้อัยการสูงสุดส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 โดยมุ่งขอให้ยุติการกระทำตามข้อกล่าวหา ไม่ได้ขอเพิกถอนผลการเลือก สว. เป็นรายบุคคล
นายวัสอธิบายว่า จุดสำคัญของคำร้องอยู่ที่การเชื่อมโยงพฤติการณ์ตั้งแต่ก่อนการเลือก วันลงคะแนน ไปจนถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. เพื่อให้ตรวจสอบว่าเป็นกระบวนการเดียวกันที่ยังส่งผลต่อการใช้อำนาจในปัจจุบันหรือไม่
กล่าวหา 2 เครือข่าย ครอบงำ สว. 159 ที่นั่ง
ตามข้อมูลคำร้องที่นายวัสนำมาวิเคราะห์ ผู้ถูกร้องมีจำนวน 161 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่คำร้องเรียกว่า “ขบวนการ สว.สีน้ำเงิน” ประกอบด้วยผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการภายนอก 1 คน และผู้รับการบงการ 138 คน อีกกลุ่มคือ “ขบวนการ สว.ประชาชน” ประกอบด้วยผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการภายนอก 1 คน และผู้รับการบงการ 21 คน พร้อมระบุถึงตัวสำรองอีก 24 คน
คำร้องกล่าวหาว่าทั้งสองกลุ่มมีเครือข่ายครอบคลุม สว. รวม 159 ที่นั่ง โดยอ้างพฤติการณ์ระดมบุคคลที่ขาดคุณสมบัติเข้าสมัคร ชักจูงด้วยค่าตอบแทน และจัดประชุมลับที่ห้องจูปิเตอร์ 11–13 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อส่งตารางโพยลงคะแนน พร้อมเก็บโทรศัพท์และติดสายรัดข้อมือผู้เข้าร่วม
นอกจากนี้ คำร้องยังอ้างถึงรูปแบบการลงคะแนนในกลุ่มที่ 11 จำนวน 11 ใบ ซึ่งมีชุดตัวเลขตรงกันตามตารางโพย และกล่าวหาว่ามีการใช้ตำแหน่งผู้ปฏิบัติงานประจำตัว สว. เป็นผลประโยชน์ตอบแทนบุคคลในเครือข่ายหลังเข้ารับตำแหน่ง
ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นประเด็นที่ผู้ร้องเสนอให้ตรวจสอบและพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน
ขอเรียกสำนวน DSI–กกต. พิสูจน์ความเชื่อมโยง
คำร้องขอให้ศาลเรียกเอกสารฉบับเต็มจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้แก่ คดีสืบสวนที่ 103/2567 และคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งตามข้อมูลที่นายวัสระบุ เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบธุรกรรมธนาคารประมาณ 1,200 ราย หมายเลขโทรศัพท์ประมาณ 20,000 หมายเลข และข้อมูล สว. กับผู้ช่วยใน 45 จังหวัด
อีกส่วนคือสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ของ กกต. จำนวน 75,722 หน้า ครอบคลุมผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย รวมแกนนำทางการเมือง 22 ราย โดยผู้ร้องต้องการให้ใช้เอกสารเหล่านี้พิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและพฤติการณ์ตามคำร้อง
วางข้อกฎหมาย ม.49 หวังหยุดการครอบงำในอนาคต
นายวัสระบุว่า ผู้ร้องวางเหตุผลทางกฎหมายไว้ 3 ประการ ประการแรก มองว่าพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาไม่ได้สิ้นสุดในวันประกาศผลเลือก สว. แต่ยังอาจส่งผลถึงการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา การตั้งประธานกรรมาธิการ 21 คณะ ตลอดจนการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ
ประการที่สอง ผู้ร้องอ้างพยานหลักฐานด้านเส้นทางการเงิน ข้อมูลเชิงนิติวิทยาศาสตร์ และสำนวนคดี เพื่อสนับสนุนว่าภัยต่อความเป็นอิสระของวุฒิสภามีความชัดเจนเพียงพอให้ตรวจสอบ
ประการที่สาม คำขอท้ายคำร้องมุ่งให้ศาลสั่งเลิกพฤติการณ์บล็อกโหวตและการยอมรับอำนาจครอบงำจากภายนอก โดยอ้างหลักความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 และขอให้คำสั่งมีผลไปข้างหน้า ไม่ใช่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญลงโทษการทุจริตรายบุคคลแทนศาลอื่น
ตั้งคำถาม “รัฐประหารเงียบ” ย้ำต้องพิสูจน์ก่อนสรุป
ในมุมรัฐศาสตร์ นายวัสเสนอว่า หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง ควรพิจารณาปรากฏการณ์นี้ผ่านกรอบแนวคิด “รัฐประหารเงียบ” ซึ่งหมายถึงการอาศัยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญเข้าไปควบคุมองค์กรที่มีอำนาจ และบ่อนทำลายประชาธิปไตยจากภายใน
นายวัสมองว่า วุฒิสภามีบทบาททั้งในกระบวนการนิติบัญญัติและการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรตรวจสอบ หากกลุ่มการเมืองภายนอกสามารถสั่งการสมาชิกได้ ย่อมกระทบต่อความเป็นอิสระและระบบตรวจสอบถ่วงดุล อย่างไรก็ตาม กรอบวิเคราะห์ดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ก่อน
สำหรับการตรวจสอบ นายวัสเสนอให้พิจารณา 3 ระดับ ได้แก่ ความสุจริตของกระบวนการได้มาซึ่งตำแหน่ง ความเป็นอิสระในการใช้อำนาจ และความรับผิดตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญคือ ต้องแยกให้ได้ระหว่างการมีความคิดเห็นทางการเมืองตรงกันกับการรับคำสั่งโดยมิชอบจากภายนอก โดยอาศัยหลักฐาน เช่น บันทึกการประชุม ข้อความสั่งการ หรือเส้นทางผลประโยชน์ ไม่ใช้เพียงความสอดคล้องในการลงมติเป็นข้อสรุปแทนการพิสูจน์
นายวัสย้ำว่า การตรวจสอบต้องไม่เปิดทางให้ผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากความรับผิด ขณะเดียวกันต้องไม่ตัดสินบุคคลล่วงหน้า การพิจารณาคำร้องอย่างโปร่งใสและยึดพยานหลักฐานจึงเป็นหัวใจของการรักษาหลักนิติธรรมควบคู่กับการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
ที่มา : วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง







