
"สกลธี" อัด การบินไทยสอบตกปมบริหาร จี้ พิพัฒน์ ทบทวนสัมปทาน 25 ปี
“สกลธี” ชี้ ปัญหากระเป๋าตกหล่น เที่ยวบินเลื่อน การบินไทยสอบตกปมบริหาร ลอยแพประชาชน แฉเลิกรัฐวิสาหกิจแต่ทำชื่อเสียงประเทศพัง จี้ คมนาคม ชดเชยเชิงรุก-ทบทวนสัมปทาน 25 ปี
KEY
POINTS
- นายสกลธี ภัททิยกุล วิจารณ์การบริหารงานของการบินไทยว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการจัดการวิกฤตบริการภาคพื้นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ จนเกิดปัญหาสัมภาระตกค้างและเที่ยวบินล่าช้า
- เรียกร้องให้รัฐบาลและการบินไทยมีมาตรการชดเชยความเสียหายแก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบในเชิงรุก โดยไม่ต้องรอให้ผู้เสียหายมาร้องเรียนเอง
- จี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมทบทวนการอนุมัติสัญญาสัมปทานผู้ให้บริการภาคพื้นดินเป็นระยะเวลา 25 ปี โดยเห็นว่านานเกินไปและอาจนำไปสู่การผูกขาด
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา โดย นายสกลธี ภัททิยกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งกระทู้ถามสดถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
กรณีวิกฤตการบริการภาคพื้นของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ก่อให้เกิดปัญหาเที่ยวบินล่าช้า กระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้างสะสม และการประกาศระงับบริการขนส่งสินค้า (คาร์โก้) จนสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและชื่อเสียงของประเทศไทย
นายสกลธี กล่าวว่า แม้ปัจจุบันการบินไทยจะพ้นสภาพจากการเป็นรัฐวิสาหกิจไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นสายการบินแห่งชาติที่ผูกติดกับชื่อเสียงของประเทศ เหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ที่ สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 เป็นต้นมา
ทั้งเรื่องสัมภาระล่าช้ากว่า 6-8 ชั่วโมง ผู้โดยสารไม่ได้รับการแจ้งเตือน บางเที่ยวบินเครื่องบินออกไปแล้ว แต่สัมภาระไม่ได้ตามไปด้วย ตลอดจนกระเป๋าตกค้างสะสมสูงถึงกว่า 10,000 ใบ และมีการยกเลิกเที่ยวบินร่วม 40-50 เที่ยว ถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
"เรื่องนี้คงโทษใครไม่ได้ การบินไทยต้องรับผิดชอบแน่นอน ตัว ดีดี หรือ CEO ของการบินไทย ท่านอาจจะเก่งในเรื่องการฟื้นฟูทางการเงินให้บริษัทมีกำไร แต่ในแง่การบริหารวิกฤตและการบริการ"
"ท่านสอบตกและล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ท่านทำเหมือนใจดำที่ปล่อยทิ้งให้พนักงานภาคพื้นดินตัวเล็กๆ ต้องคอยรับหน้า โดนผู้โดยสารต่อว่าจนร้องไห้ โดยที่ผู้บริหารไม่ได้ลงมาดูแลจัดการปัญหาหน้างานอย่างทันท่วงที" นายสกลธี กล่าว
นายสกลธี ได้ย้อนไทม์ไลน์เหตุการณ์พร้อมระบุว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานการบินพลเรือนแห่งชาติ (CAAT) ได้มีคำเตือนเรื่องสภาพอากาศและฝนตกหนักล่วงหน้าแล้ว
ขณะที่สายการบินอื่นสามารถบริหารจัดการรับมือได้ดี แต่การบินไทยกลับปล่อยให้พนักงานภาคพื้นเดินทางกลับบ้าน จนเมื่อเกิดปัญหากระเป๋าตกค้าง ก็ไม่สามารถบริหารจัดการพนักงานมาปฏิบัติงานทดแทนได้ทัน
ทั้งยังพบข้อมูลว่า ปัญหาเกิดจากการที่การบินไทยเร่งไปให้บริการแก่สายการบินอื่นที่เป็นคู่สัญญาก่อนเพราะเกรงจะถูกปรับ จนกลายเป็นการลอยแพผู้โดยสารของสายการบินตนเอง
นอกจากนี้ นายสกลธี ยังได้ตั้งคำถามสำคัญต่อกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.สาเหตุของปัญหาและความล่าช้าในการแก้ไข เหตุใดกระทรวงคมนาคมที่มีตัวแทนเป็นบอร์ด และกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงปล่อยปละละเลยให้เกิดปัญหาสนั่นเมืองถึง 5 วัน กว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะลงพื้นที่ตรวจหน้างาน
2.มาตรการชดเชยผู้โดยสารเชิงรุก รัฐบาลและการบินไทยจะมีแนวทางชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างไร โดยอย่าอ้างว่า 'เหตุสุดวิสัย' จากภัยธรรมชาติมาปฏิเสธความรับผิดชอบ และควรจ่ายชดเชยให้ครอบคลุมถึงค่าตั๋วเครื่องบินที่ต้องเปลี่ยน ค่าโรงแรมที่สูญเปล่าจากการต่อเครื่องไม่ทัน
พร้อมเรียกร้องให้การบินไทยใช้ระบบฐานข้อมูลผู้โดยสารที่มีอยู่ ติดต่อยื่นข้อเสนอชดเชยไปยังผู้เสียหายโดยตรง ('เชิงรุก') โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเดินทางมาติดต่อเรียกร้องเอง
3.การทบทวนสัญญาสัมปทานบริการภาคพื้นระยะยาว โดยตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการอนุมัติสัญญาสัมปทานผู้ให้บริการภาคพื้นดินรายที่ 3 มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ที่ผ่าน ครม. เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
และเตรียมจะลงนามสัญญาระยะยาวถึง 25 ปี โดยตนมองว่าเป็นระยะเวลาที่นานเกินไปสำหรับสัญญาประเภทการให้บริการ (Service Contract) และควรกำหนดระยะเวลาให้สั้นลง พร้อมเปิดเผยรายละเอียดเงื่อนไข KPI ให้สภาและประชาชนได้รับทราบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผูกขาดและไร้ประสิทธิภาพในอนาคต
ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้รับมอบหมายให้เข้าชี้แจงแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับข้อเสนอแนะและข้อสั่งการทั้งหมดจากนายสกลธี เพื่อนำไปประสานงานและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงมาตรการอย่างเร่งด่วนต่อไป







