
3 แรงกดดันรัฐบาลอนุทิน จับตาคดีบัตรเลือกตั้งและอำนาจเรียกของสภา
รัฐบาลอนุทินเผชิญแรงกดดันจากเวทีภาคประชาชน คดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด และกรรมาธิการสภา โดยมีนัดสำคัญตั้งแต่ 26 กันยายนถึง 8 ตุลาคม
KEY
POINTS
- เวทีที่หาดใหญ่วันที่ 26 กันยายนจะชูปัญหาทุนต่างชาติและนอมินี ขณะที่กลุ่มผู้เคลื่อนไหวใช้ช่องทาง กกต. และ ป.ป.ช. ตรวจสอบคนละประเด็น
- วันที่ 28 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญมีนัดในคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งตั้งคำถามเรื่องความลับของคะแนน
- วันที่ 8 ตุลาคม ต้องจับตาว่านายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องจะชี้แจงต่อกรรมาธิการอย่างไร หลังรังสิมันต์ โรมใช้อำนาจเรียกในประเด็นโกงสอบ
รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญแรงกดดันสามด้านในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 ทั้งเวทีภาคประชาชน คดีเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง และคำเรียกให้ชี้แจงของกรรมาธิการสภา แต่ละเรื่องมีกระบวนการและผลลัพธ์ต่างกัน จึงต้องติดตามข้อเท็จจริงและคำตัดสินตามลำดับ แทนการสรุปล่วงหน้าว่ารัฐบาลจะพ้นวิกฤตหรือสิ้นสภาพ
ภาคประชาชนเปิดหลายช่องทางตรวจสอบ
"สนธิ ลิ้มทองกุล" เตรียมนำมวลชนยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบ ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน มุ่งใช้ช่องทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในประเด็นมาตรา 157 ซึ่งเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ
สองช่องทางนี้สะท้อนแรงกดดันต่อผู้มีอำนาจตรวจสอบ แต่ยังไม่ใช่ข้อยุติว่าบุคคลใดกระทำผิด หรือองค์กรใดจะรับเรื่องและดำเนินการอย่างไร
อีกจุดที่ต้องติดตามคือเวทีปราศรัยที่หาดใหญ่วันที่ 26 กันยายน 2569 ตามข้อมูลในรายงาน เวทีนี้มีแกนนำหลายกลุ่มร่วมเคลื่อนไหว และจะชูประเด็นทุนต่างชาติและนอมินี หากผู้จัดนำข้อกล่าวหาพร้อมหลักฐานออกมาเปิดเผย ประเด็นดังกล่าวจะเพิ่มโจทย์ให้รัฐบาลต้องชี้แจงต่อสาธารณะ ส่วนขนาดของกระแสตอบรับต้องประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเวที
คดีบัตรเลือกตั้งเป็นจุดตัดสินคำถามทางกฎหมาย
วันที่ 28 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีนัดในกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเด็นหลักคือเครื่องหมายเหล่านี้กระทบหลักความลับในการลงคะแนนหรือไม่ รายงานยังระบุว่านายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับถึงไทยในวันเดียวกัน
ผลทางการเมืองขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยและขอบเขตของคำวินิจฉัยนั้น หากศาลเห็นว่าบัตรเลือกตั้งไม่ขัดหลักความลับ รัฐบาลจะเดินหน้าตามกระบวนการปกติ แต่หากศาลวินิจฉัยว่ามีปัญหา ต้องพิจารณาผลทางกฎหมายที่ศาลระบุเสียก่อน จึงจะสรุปได้ว่ากระทบผลเลือกตั้งและสถานะรัฐบาลเพียงใด
อำนาจเรียกของสภาทดสอบวิธีชี้แจงของรัฐบาล
รายงานระบุว่า พ.ร.บ. อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 ให้อำนาจกรรมาธิการเรียกบุคคลและเอกสาร ผู้ที่ไม่ไปตามคำเรียกต้องแจ้งเหตุภายใน 3 วันทำการ ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับการสั่งให้เจ้าหน้าที่ชี้แจง กฎหมายกำหนดขั้นตอนถึงนายกรัฐมนตรีและกรอบเวลาส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ 15 วันตามเงื่อนไขที่รายงานยกมา
รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ใช้อำนาจเรียกนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องในประเด็นโกงสอบ โดยมีวันที่ 8 ตุลาคมเป็นหมุดหมายสำคัญ สิ่งที่ต้องดูคือใครเข้าชี้แจง ส่งเอกสารใด และตอบข้อสงสัยของกรรมาธิการได้ครบหรือไม่ รายงานมองว่าการไม่ชี้แจงอาจนำไปสู่ข้อร้องเรียนด้านวินัยหรือจริยธรรม แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าจะเกิดคดีหรือมีผู้พ้นตำแหน่ง
3นัดหมายนี้ จะชี้ให้เห็นทั้งน้ำหนักของข้อกล่าวหา ผลวินิจฉัยของศาล และท่าทีรัฐบาลต่ออำนาจตรวจสอบของสภา รัฐบาลจึงต้องตอบแต่ละเรื่องด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ขณะที่สาธารณะต้องแยกข้อเรียกร้อง ข้อกล่าวหา และผลตัดสินออกจากกันให้ชัดเจน.







