
กกต. พลิกเกมคดีฮั้ว สว. งดแถลงใหญ่ จับตาสูตรมติ 5:2 ถึง 6:1
ก่อนลงมติคดีฮั้ว สว. 14 กันยายน กกต. เปลี่ยนจากแถลงข่าวใหญ่เป็นแจ้งผ่านเอกสาร จับตา “3 ไม่เปิดเผย” และเกมตัวเลข 7 เสือ กกต.
KEY
POINTS
- กกต. ยกเลิกแผนตั้งโต๊ะแถลงข่าววันที่ 14 กันยายน เปลี่ยนเป็นแจ้งมติผ่านเอกสารข่าวแทน
- จับตายุทธศาสตร์ “3 ไม่เปิดเผย” ทั้งรายชื่อผู้ถูกส่งศาล สัดส่วนมติ และคะแนนของกรรมการแต่ละคน
- กระแสภายในประเมินมติอาจออกได้ทั้งสูตร 5:2 หรือ 6:1 ท่ามกลางแรงกดดันก่อนวันชี้ชะตาสำนวน
จากแถลงใหญ่ สู่เอกสารข่าว
ก่อนถึงวันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เคยวางแผนเปิดเวทีแถลงข่าวครั้งใหญ่ในเวลา 15.00 น. ที่สำนักงาน กกต. โดยให้กรรมการทั้ง 7 คนร่วมอธิบายเหตุผลของมติ และเปิดให้สื่อมวลชนซักถามโดยตรง
แต่ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 11 กันยายน ระบุว่า กกต. ยกเลิกแผนดังกล่าวแล้ว และเปลี่ยนมาใช้วิธีแจ้งผลผ่านเอกสารข่าว เพียงอย่างเดียว
การเปลี่ยนรูปแบบครั้งนี้ทำให้จุดสนใจไม่ได้อยู่แค่ “ผลมติ” แต่รวมถึงคำถามว่า กกต. จะเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะมากน้อยเพียงใด
ยุทธศาสตร์ กกต. “3 ไม่เปิดเผย”
ข้อมูลที่ได้รับระบุว่า เอกสารข่าวของ กกต. จะมีรายละเอียดเพียงสั้น ๆ และมีแนวโน้มไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ 3 ส่วน
ส่วนแรกคือ ไม่เปิดเผยรายชื่อ บุคคลที่ถูกส่งศาลฎีกา โดยอาจแจ้งเพียงจำนวนรวม ทำให้สังคมยังไม่รู้ทันทีว่าใครอยู่ในกลุ่มที่ กกต. เห็นควรเดินหน้าคดีต่อ
ส่วนที่สอง ไม่เปิดเผยสัดส่วนมติ เช่น 5 ต่อ 2 หรือสัดส่วนอื่น ๆ ว่ากรรมการทั้ง 7 คนแบ่งความเห็นกันอย่างไร
ส่วนสุดท้าย ไม่เปิดเผยการลงคะแนนรายบุคคล ว่ากรรมการคนใดลงมติไปในทิศทางใด โดยเหตุผลที่ถูกกล่าวถึงคือเพื่อลดแรงกดดันจากสังคม และป้องกันไม่ให้กรรมการแต่ละคนตกเป็นเป้าของกระแสวิพากษ์วิจารณ์หรือล่าแม่มด
รายละเอียดเต็มอาจต้องรอถึง 60 วัน
แม้วันที่ 14 กันยายนจะเป็นวันลงมติ แต่รายละเอียดและเหตุผลทั้งหมดอาจยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะในทันที
ข้อมูลระบุว่า เหตุผลของมติจะถูกนำไปเขียนไว้ใน “คำวินิจฉัยกลาง” ซึ่งตามระเบียบภายในเปิดกรอบเวลาให้ยกร่างได้นานถึง 60 วัน หรือประมาณ 2 เดือน
ช่วงเวลาดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกจุดที่ถูกจับตา เพราะหากเอกสารข่าวเปิดเผยเพียงผลในภาพรวม สังคมจะต้องรอคำวินิจฉัยกลางเพื่อเห็นเหตุผลและรายละเอียดของมติอย่างเต็มรูปแบบ
สว. ยังทำหน้าที่ต่อ
ผลอีกด้านหนึ่งของการไม่เปิดรายชื่อทันที คือ สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามปกติ
สถานการณ์จะเปลี่ยนเมื่อสำนวนถูกส่งถึงศาลฎีกา และศาลมีคำสั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
ช่วงรอยต่อนี้จึงถูกมองว่าเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ทางการเมือง เพราะแม้ กกต. จะลงมติแล้ว แต่ผลต่อสถานะของ สว. ยังไม่เกิดขึ้นทันที
เกมทอดเวลาให้กระแสซา
ในเชิงวิเคราะห์ รูปแบบดังกล่าวถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ “เพลย์เซฟ” ของ กกต.
แทนที่จะเปิดรายละเอียดทั้งหมดในวันเดียว กกต. สามารถทยอยเปิดข้อมูลตามขั้นตอน ตั้งแต่เอกสารข่าว ไปจนถึงคำวินิจฉัยกลางที่อาจใช้เวลายกร่างถึง 60 วัน
เมื่อเวลาผ่านไป กระแสข่าวคดีฮั้ว สว. อาจค่อย ๆ ลดความร้อนแรงลง โดยเฉพาะหากมีประเด็นการเมืองหรือข่าวใหญ่เรื่องอื่นเข้ามาแย่งพื้นที่ความสนใจของสังคม
นี่จึงเป็นเหตุผลที่วิธีสื่อสารของ กกต. ถูกจับตาไม่แพ้เนื้อหาของมติ
สงครามตัวเลข 7 เสือ กกต.
อีกสมรภูมิสำคัญก่อนวันที่ 14 กันยายน คือการคาดการณ์คะแนนเสียงของกรรมการ กกต. ทั้ง 7 คน
สูตรแรกที่ถูกพูดถึงคือ 5 ต่อ 2
การประเมินนี้มองว่าเสียงข้างมาก 5 เสียง ประกอบด้วยกรรมการ 4 คนที่ได้รับเลือกมาจากยุค สว. สีน้ำเงิน รวมกับกรรมการอีก 1 คนที่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อ มีแนวโน้มสนับสนุนการยกคำร้อง
ขณะที่เสียงข้างน้อยอีก 2 คน ซึ่งมาจากยุค คสช. ถูกประเมินว่าอาจเห็นควรให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา
จาก 5:2 สู่สูตร 6:1
อย่างไรก็ตาม กระแสข่าววงในอีกด้านระบุว่า สมการอาจเปลี่ยนจาก 5 ต่อ 2 เป็น 6 ต่อ 1
ตามกระแสนี้ มีความพยายามดึงกรรมการที่ถูกมองว่าเป็น “สายแข็ง” จากฝั่งเสียงข้างน้อย 1 คน ให้ขยับมาร่วมกับเสียงข้างมาก
หากเกิดขึ้นจริง ตัวเลขจะเปลี่ยนจากเสียงข้างมาก 5 เสียงเป็น 6 เสียง เหลือเสียงคัดค้านเพียง 1 เสียง
จึงทำให้ช่วงสุดท้ายก่อนวันลงมติกลายเป็นเกมจับตาการเคลื่อนไหวภายใน กกต. อย่างเข้มข้น
แรงกดดันเริ่มสะเทือนภายใน
นอกจากสงครามตัวเลขแล้ว ยังมีรายงานถึงความไม่แน่นอนภายใน กกต.
กรรมการบางคนถูกระบุว่าเริ่มหวั่นไหวต่อแรงกดดันจากกระแสสังคม และมีความคิดต้องการขยายเวลาการลงมติออกไป
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลว่ากรรมการบางรายต้องเดินสายปรึกษาข้อกฎหมายเพิ่มเติม เพราะไม่ได้จบการศึกษาด้านกฎหมายโดยตรง
ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า ก่อนถึงวันที่ 14 กันยายน เกมภายใน กกต. ยังไม่นิ่ง และตัวเลขที่ถูกประเมินไว้ทั้ง 5 ต่อ 2 และ 6 ต่อ 1 ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้จนถึงช่วงลงมติจริง
14 กันยายน เดิมพันไม่ได้อยู่แค่ผลมติ
คดีฮั้ว สว. จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า กกต. จะยกคำร้องหรือส่งเรื่องต่อศาลฎีกา
สิ่งที่ต้องจับตาพร้อมกันคือ กกต. จะเปิดเผยข้อมูลมากแค่ไหน จะเปิดรายชื่อหรือไม่ จะบอกสัดส่วนมติหรือไม่ และจะเปิดให้สังคมรู้หรือไม่ว่ากรรมการแต่ละคนลงคะแนนอย่างไร
เพราะหากวันที่ 14 กันยายนจบลงด้วยเอกสารข่าวสั้น ๆ โดยไม่มีรายละเอียดสำคัญ คำตอบจำนวนมากจะยังคงถูกเก็บไว้หลังประตูสำนักงาน กกต.
และในเวลานั้น เกมคดีฮั้ว สว. อาจไม่ได้จบลงพร้อมเสียงลงมติ แต่จะเปลี่ยนเข้าสู่เกมใหม่ ซึ่งมีทั้งเวลา ข้อมูล และแรงกดดันทางการเมืองเป็นเดิมพัน







