
การตัดสินใจของรัฐบาลยืนอยู่บนผลประโยชน์ของใคร?
.....โกวิทย์ พวงงาม
มีกระแสข่าวว่าบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยประเทศกัมพูชา เต็มไปด้วยผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจชายแดน เช่น บ่อน น้ำมัน ไม้เถื่อน การรับเหมาก่อสร้าง การค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งวงการธุรกิจสิ่งผิดกฎหมายหลายประเทศล้วนแล้วไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกลุ่มนักการเมือง กลุ่มทหารการเมืองและกลุ่มธุรกิจการเมืองที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
จนทำให้การตัดสินใจในการดำเนินการของรัฐบาลไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาอะไรได้อย่างมีอิสรภาพ แต่ก็ต้องยืนอยู่บนผลประโยชน์ของกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น และส่วนหนึ่งของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ก็เช่นเดียวกัน
แม้แต่การตัดสินใจของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายให้สายการบินที่เคยใช้สนามบินดอนเมืองในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องย้ายกลับไปใช้สนามบินสุวรรณภูมิเพียงสนามบินเดียว โดยเฉพาะสายการบินไทย แม้จะมีเสียงทักท้วงจากกลุ่มพนักงานการบินไทยก็ตาม ยกเว้นสายการบินนกแอร์ที่ไม่ยอมย้ายไปตามนโยบาย และในการตัดสินใจที่เกี่ยวกับการใช้สนามบินนี้ ก็มีกระแสข่าวที่ไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของกลุ่มนักการเมือง
ขณะที่สนามบินดอนเมือง ปรากฏว่า สายการบินนกแอร์ก็ได้ประโยชน์จากการใช้สนามบินดอนเมืองอย่างคล่องตัวและสะดวกสบาย จนทำให้สามารถเชื่อมโยงให้เห็นว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศแทนประชาชนนั้น ดูเหมือนว่ากำลังจะตัดสินใจอยู่บนผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมเป็นห่วงข้อเสนอแผนปฏิรูปประเทศไทยของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปฯ ซึ่งได้เสนอแนวทางการปฏิรูปการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตร 5 เรื่อง ได้แก่ (1) การจัดการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร (2) ให้มีการจัดระบบข้อมูลการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรทั้งประเทศ (3) ให้จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร (4) ให้จัดเก็บภาษีที่ดินเกษตรกรรมในอัตราก้าวหน้าสูง 5% (5) ให้กำหนดมาตรการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยให้ผู้ครองที่ดินจะต้องทำเกษตรด้วยตนเอง
ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้ง 5 ประการ จะประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะส่วนหนึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นักการเมือง ที่รัฐบาลต้องกระทำในหลายๆ ส่วน ภายใต้ข้อจำกัดสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ทั้งในแง่เสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลผสมที่มักมุ่งผลประโยชน์เชิงการเมือง ผมเข้าใจว่าค่อนข้างจะทำได้ยาก
ที่สำคัญรัฐบาลที่ประกอบด้วย นักการเมืองที่ค้ำจุนรัฐบาล ส่วนหนึ่งล้วนแต่มีผลประโยชน์เกี่ยวกับที่ดิน จึงทำให้การตัดสินใจอะไรอยู่ภายใต้ผลประโยชน์บุคคลและกลุ่มพวกพ้องเป็นหลัก
มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในส่วนที่เกี่ยวกับกลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ (2) กลุ่มภาครัฐและส่วนราชการ (3) กลุ่มนักการเมือง และ (4) กลุ่มบริษัทข้ามชาติ ส่วนข้อเสนอที่จะทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินก็คือ การจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าที่มีอัตราสูงเทียบเท่ากับค่าเช่าที่ดิน และการเปิดเผยข้อมูลการถือครองที่ดินที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาตัวแทนการถือครองที่ดินหรือนอมินีที่สมควรเก็บภาษีสูงมากขึ้น
แม้ผมอยากเชียร์หรือเสนอให้รัฐบาลรับข้อเสนอของคณะปฏิรูปมาเป็นแนวทาง การนำที่ดินไปดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง ซึ่งเท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอเชิงนโยบายที่ถือว่าเป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล แต่ผมไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถกระทำได้มากน้อยเพียงใด เพราะมีบทเรียนรู้ในการตัดสินใจของรัฐบาลในหลายๆ กรณี ทำให้เชื่อใจไม่ได้สนิทนักว่ารัฐบาลตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติในหลายๆ กรณี กระทำเพื่อผลประโยชน์ของใคร ซึ่งมักจะมีคำถามจากประชาชนหลายกลุ่มเสมอ
บทสรุปในการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลในหลายกรณีที่ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้ตัดสินใจไปเพื่อตอบโจทย์ว่า เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง และการตัดสินใจที่ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของกลุ่มการเมือง ก็จะทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและสังคมไทยได้ กลับจะทำให้มีปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ปัญหาความไม่เป็นธรรม ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่สำคัญก็จะก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งมากขึ้นในสังคมไทย







