
เงินตึงขึงพืดเศรษฐกิจ
แม้เสียงสะท้อนจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล จะกังวลกับปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
แม้เสียงสะท้อนจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล จะกังวลกับปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้เสียงสะท้อนจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล จะกังวลกับปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
แต่แท้จริงแล้ววงในของนักธุรกิจและนักวิชาการต่างกังวลปัญหา “เงินตึงตัว” (Tight money) ที่ซ่อนอยู่ในระบบมากกว่า
เมื่อราคาสินค้าในขณะนี้ไม่ได้ถูกกดดันจากความต้องการบริโภคที่แท้จริง แต่เป็นเพราะต้นทุนที่ถูกบิดเบือนจากทั้งในและต่างประเทศ
ราคาน้ำมันสูงขึ้นและปริมาณน้ำมันปาล์มที่หายไปจากตลาด เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
เพราะสินค้าทั้งสองรายการเป็นต้นทุนที่สำคัญของค่าขนส่งและการผลิตอาหารที่ต้องซื้อหาในชีวิตประจำวัน
แต่กลไกตลาดซึ่งก็คือ “ประชาชน” กลับไม่สามารถตั้งราคาที่แท้จริงด้วยตัวเอง เพราะถูกเย่อราคาจากกลุ่มนักเก็งกำไรและนักการเมือง
หากดูไส้ในของเงินเฟ้อเดือน ม.ค. 2554 อย่างชัดเจนจะพบว่า ระดับราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น 3.03% นั้น เป็นการเพิ่มของสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มถึง 6%
ขณะที่หมวดยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นเกือบ 4%
ปัญหาเงินเฟ้อจะไม่ “ขยายวง” รุนแรงในความรู้สึกของประชาชน หากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึง “การเพิ่มขึ้นของรายได้” จะปรับตัวตามไปด้วย
พูดให้ชัดก็คือเงินในกระเป๋าประชาชนควรมีค่ามากกว่าเงินเฟ้อ
แต่ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะป่าวร้องว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว แต่ปรากฏว่าเงินในกระเป๋าประชาชนกลับไม่เพิ่มขึ้นไปด้วย
จนกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเงินเฟ้อ แต่คนไทยอีกส่วนหนึ่งต้องก้มหน้ารับภาวะกระเป๋าเงินฝืด และขณะนี้กำลังนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่าเงินตึง
ตัวเลขของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในไตรมาส 4 ของปี 2553 จะขยายตัวได้ประมาณ 3%
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อปลายปี 2553 อยู่ที่ 3% เช่นเดียวกัน
นั่นหมายความว่าค่าเงินในกระเป๋าประชาชนเท่าเดิมหรือลดลง เมื่อเทียบกับดัชนีค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
จึงไม่แปลกที่เมื่อเดินไปไหนคนค้าคนขายจะบ่นว่า ขายของไม่ดีหรือของแพง
ส่วนไตรมาสแรกของปี 2554 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำลงสุดๆ เหลือแค่ 1% เท่านั้น
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเดือน ม.ค. สูงถึง 3.03% ไปแล้ว และยังไม่มีแนวโน้มจะลดลงง่ายๆ
เท่ากับว่าสถานการณ์ของเงินในกระเป๋าประชาชนจะยิ่งแย่ลงไปใหญ่
รายได้เพิ่มแค่ 1% แต่ของแพงขึ้น 3.03% !!!
แม้รัฐบาลจะมีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแล้ว แต่ก็ยังไม่พอกับการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ
ขณะที่ภาคเศรษฐกิจที่ดีจริงๆ กลับอยู่ในวงจำกัด ส่วนใหญ่เป็นภาคที่อาศัยดอกเบี้ยต่ำ เช่น รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์
ด้านราคาสินค้าเกษตรก็สูงขึ้นในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับพลังงาน เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ไม่ใช่กลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ส่วนภาคส่งออกยังเติบโตในเลขสองหลัก แต่จากผลการศึกษาจะพบว่าภาคส่งออกที่ดีคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนการจ้างงานในประเทศน้อยมาก
สุดท้ายปริมาณเงินที่หมุนเวียนในมือประชาชนจึงน้อยมาก จนถึงขั้นที่ว่าไม่เพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอย และไม่มีเงินออม
สุดท้ายก็ต้องวิ่งหาเงินกู้ทั้งในและนอกระบบ
แถมยังถูกซ้ำเติมด้วยดอกเบี้ยที่โขกมหาโหดของบรรดาแบงก์พาณิชย์ ซึ่งมีแต่ทำให้ต้นทุนการดำเนินชีวิตของประชาชนเพิ่มขึ้น
ขณะที่การลงทุนและการผลิตกลับลดต่ำลง จากความหวาดกลัวเรื่องของสถานการณ์การเมืองและภัยสงคราม
โดยนักธุรกิจที่มีเงินลงทุนจริงๆ ก็ใช้โอกาสที่ค่าเงินบาทแข็งไปลงทุนสินทรัพย์ในต่างประเทศซึ่งมีราคาถูก ดีกว่าจะแบกรับความเสี่ยงในประเทศไทย
สุดท้ายเวลานี้ประเทศไทยจึงตกอยู่ในสภาพที่ “เงินหายาก”
ไม่แปลกที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะป่าวประกาศว่าจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น
ก็ในเมื่อราคาสินค้าและบริการถูกบีบให้ปรับเพิ่ม ประชาชนก็ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็ต้องวิ่งหาเงินกู้มาเติมสภาพคล่องของตัวเอง เพราะวัตถุดิบแพงขึ้น แต่ขยับราคาสินค้าไม่ได้ เนื่องจากประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขาไม่มีกำลังซื้อ
ภาวะอย่างนี้ นักเศรษฐศาสตร์เสนอว่า รัฐบาลควรมีการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อด้วยซ้ำไป
รวมทั้งการลดภาษีสรรพสามิตที่ซ่อนอยู่ในราคาน้ำมันถึง 6-7 บาทต่อลิตร เพราะการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้ภาระของประชาชนลดลง
ขณะเดียวกันก็ต้องทลายกำแพงการกักตุนสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวโยงกับชีวิตประจำวันของชาวบ้าน เช่น น้ำมันปาล์ม เพราะแม่ค้าขายข้าวแกงมักจะนำมาอ้างเพื่อปรับขึ้นราคาข้าวราดแกงทีละ 5-10 บาท
แต่ถ้าไปฟังเสียงสะท้อนจากคนหาเช้ากินค่ำหรือแม่ค้าหาบเร่แผงลอยจะบอกว่า รัฐบาลไม่ต้องทำโครงการมากมาย ขอแค่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตคึกคักก็พอ
เรียกว่าให้จีดีพีเติบโตทั่วหน้า ไม่ใช่กระจุกตัวแค่บางภาคอุตสาหกรรมหรือตลาดหุ้น
ภาวะเงินเฟ้อจะได้ไม่กลายเป็นเงินแฟบ หรือเงินฟุบ
เพราะลำพังแค่เงินตึงตัวอย่างในตอนนี้รัฐบาลก็ออกจากมุมลำบากแล้ว!!!







