
ขอบอก
....พิชัย นริพทะพันธุ์
ผู้เขียนได้รับหนังสือรายงานผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่รัฐบาลนำมาแจกเพื่อแถลงเป็นผลงาน ซึ่งเมื่ออ่านแล้วก็ฟังเข้าท่า แต่เมื่อนำมาตรวจสอบกับความเป็นจริงแล้ว กลับไม่ปรากฏผลงานตามที่รัฐบาลได้เขียนไว้แต่อย่างไร เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา การดำเนินนโยบายของรัฐบาลทำให้เกิดข้อกังขา อีกทั้งเต็มไปด้วยข้อครหาในเรื่องคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นงบกระตุ้นกลางปีครั้งแรกกว่าแสนล้านบาท ที่มีการแจกสองพันบาทอย่างสูญเปล่า และโครงการชุมชนพอเพียง ที่ไปบังคับชุมชนให้ซื้อตู้กดน้ำพลังแสงอาทิตย์ เครื่องทำปุ๋ย ที่ราคาแพงกว่าปกติเป็นเท่าๆ มาถึงงบไทยเข้มแข็งสี่แสนล้านก็ไม่พ้นเรื่องทุจริต จนมาล่าสุด โครงการประชาวิวัฒน์ที่เสียเงินจ้างบริษัทฝรั่งถึง 69 ล้านบาท คนทั่วไปหัวเราะกับการชั่งไข่เป็นกิโลที่ทำท่าจะไปไม่รอด เงินสมทบสวัสดิการที่กระทั่งบัดนี้ยังไม่ได้ตอบประชาชนเลยว่าจะเอาเงินสมทบจากที่ใด และการเพิ่มการใช้ไฟฟ้าฟรีอย่างถาวร ที่ผลักภาระให้กับประชาชนกลุ่มอื่นและภาคอุตสาหกรรม
ดังนั้น ผู้เขียนจึงอยากเสนอข้อคิดบางนโยบายเพื่อที่รัฐบาลได้นำไปพิจารณา ดังนี้
1) การพัฒนาและจัดระบบขนส่ง (Logistics) เพื่อลดค่าขนส่งของประเทศที่สูงถึง 1819% ให้ลงมาอยู่ในระดับเท่าประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขัน อื่นๆ ซึ่งควรอยู่ที่ 810% โดยจะต้องปรับปรุงโครงสร้างการขนส่งของประเทศทั้งระบบ
2) การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน โดยคำนึงถึงการพัฒนาและประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้รวมถึงการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างบูรณาการ โดยกำหนดพื้นที่เพาะปลูกใหม่ในพืชพลังงานและสร้างความสมดุลระหว่างพืชเพื่อการบริโภคและพืชเพื่อพลังงาน โดยทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงสุด ทั้งนี้ความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางอาหารจะต้องควบคู่กัน อีกทั้งการจัดเตรียมหาแหล่งพลังงานสำหรับอนาคต
3) ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำหนดค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เพื่อการพัฒนาและการพัฒนาการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
4) ปรับปรุงความสัมพันธ์กับต่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยเฉพาะการพัฒนาการค้า และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชากร ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเกือบทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกับประเทศกัมพูชา
5) การปรับโครงสร้างการเกษตร นอกจากเรื่องพืชอาหารและพืชพลังงานแล้ว ต้องพิจารณาต้นทุนและการกระจายโดยใช้หลักคิดเศรษฐกิจคู่ขนาน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทใหญ่ๆ สามารถไปแข่งขันและทำรายได้ให้กับประเทศได้ ทั้งนี้หมายถึงการจัดหาที่ดินและแหล่งน้ำด้วย
6) การพัฒนาการศึกษาเพื่อให้สามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้ตรงกับอนาคตของประเทศ โดยใช้ตลาดแรงงานในอนาคตเป็นตัวกำหนด ซึ่งผู้จบการศึกษาสามารถหางานทำได้ทันที ในอัตรารายได้ที่สูง
7) ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบบูรณาการด้วยนโยบาย
“30 ล้านคนเที่ยวทั่วไทย คนไทยยิ้มได้” โดยมุ่งหวังเพิ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศถึง 30 ล้านคน มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูง โดยจะนำเงินเข้าประเทศถึง 1.5 ล้านล้านบาท8) การพัฒนาเทคโนโลยีในทุกด้าน โดยให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทางการสื่อสาร ทางไอที การผลิต วิศวกรรมชีวภาพ การแพทย์ การศึกษา ฯลฯ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งเป็นช่องทางให้เทคโนโลยีอื่นๆ เข้าถึงได้ ซึ่งในปัจจุบันการดำเนินงานของรัฐเป็นไปอย่างไม่มีแบบแผน ไม่ได้สร้างรากฐานให้กับประเทศอย่างแท้จริง โดยมุ่งประโยชน์ให้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น โดยล่าสุด สตง.ได้เข้าตรวจสัญญาที่รัฐเร่งรีบทำ โดยมีประเด็นและคำถาม 14 ข้อ ที่ยากจะตอบ
นี่เป็นเพียงข้อแนะนำบางข้อเท่านั้นที่รัฐบาลน่าจะนำไปพิจารณาและทำให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเชื่อว่าหากรัฐบาลได้ทำตั้งแต่เข้าบริหารประเทศแล้ว ป่านนี้ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่มากมายเหมือนปัจจุบัน







