
'ทวี' ชี้คดีฮั้วสว. บททดสอบ กกต. แนะส่งศาลฎีกาฟื้นศรัทธาหลักนิติธรรม
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เตือนคดีฮั้วสว. เป็นบททดสอบศรัทธา กกต. แนะใช้มาตรฐานกฎหมายมหาชน ยื่นสำนวน 8 หมื่นแผ่นให้ศาลฎีกาตัดสิน เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่สังคมกำลังจับจ้องการประชุมชี้ขาดคดีประวัติศาสตร์ "ฮั้ว สว." ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหากว่า 229 คน ทั้งกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และ สว. โดยระบุว่าเป็นบททดสอบสำคัญของหลักนิติธรรม ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และความศรัทธาของประชาชน
พ.ต.อ. ทวี ได้นำเสนอข้อพิจารณาทางกฎหมายมหาชนและประสบการณ์จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (ที่ 12569) รวม 5 ประการ ดังนี้
1. กกต. ต้องใช้อำนาจภายใต้หลักนิติธรรม
กกต. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 215 กำหนดให้ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ คำว่า "องค์กรอิสระ" ไม่ใช่อำนาจใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ แต่หมายถึงความเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และผลประโยชน์ทับซ้อน
2. ข้อกังขาเรื่อง "ความขัดกันของผลประโยชน์"
สังคมเกิดคำถามตามลำดับเวลา เนื่องจากขณะที่ สว. 138 คน กำลังถูกไต่สวนในคดีทุจริตการเลือกตั้ง สว. ชุดเดียวกันนี้กลับเป็นผู้ลงมติเห็นชอบกรรมการ กกต. ถึง 5 ใน 7 คน ได้แก่ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ (ปฏิบัติหน้าที่ต่อหลังผู้สรรหาใหม่ไม่ผ่านความเห็นชอบ) รวมถึง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์, นายอนันต์ สุวรรณรัตน์, นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร ข้อเท็จจริงนี้ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความผูกพันทางใจและความเป็นกลางในการพิจารณาคดี
3. เปิด 5 พฤติการณ์ที่สังคมคลางแคลงใจ
พ.ต.อ. ทวี ได้รวบรวมประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้ กกต. อธิบายอย่างโปร่งใส 5 ข้อ ได้แก่:
ระเบียบ กกต. ข้อ 122: ให้ใช้หมายเลขผู้สมัครเดียวกันทั้งรอบเช้าและบ่าย ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการ "โหวตล็อก" กระทบการลงคะแนนลับตามมาตรา 33
ขบวนการบล็อกคะแนนตามโพย: พบผลการเลือกตั้งผิดธรรมชาติ โดย สว. 138 คนมีคะแนนกระจุกตัวที่ 50–79 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครอื่นได้เพียง 20–28 คะแนน
การเปลี่ยนชุดอนุกรรมการ: ตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 มาพิจารณายกคำร้อง ทั้งที่อนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นผู้ไต่สวนโดยตรง
ปรับผลประเมินผู้บริหาร: เปลี่ยนผลการประเมินเลขาธิการ กกต. จาก "ไม่ผ่าน" เป็น "ผ่าน"
ปฏิเสธสำนวน DSI: ไม่รับสำนวนการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน
4. มาตรฐาน "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" ไม่ต้องถึงขั้นคดีอาญา
การพิจารณาตาม มาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดเกณฑ์ไว้เพียง "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" ซึ่งเป็นมาตรฐานกฎหมายมหาชนเทียบเท่ากับการออกหมายจับตามวิอาญา มาตรา 66 ไม่ใช่มาตรฐานคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย หากสำนวนมีเอกสารกว่า 80,000 แผ่น พร้อมหลักฐานด้านนิติคณิตศาสตร์ กกต. มีหน้าที่เพียงพิจารณาว่าผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ส่วนการตัดสินความผิดเป็นหน้าที่ของศาลฎีกา
5. ทางออกตามหลักนิติธรรม
พ.ต.อ. ทวี สรุปว่า ทางออกที่ถูกต้องที่สุดคือ กกต. ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 62 ส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัย การส่งเรื่องให้ศาลไม่ใช่การตัดสินว่ามีผู้ผิด แต่เป็นการเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามกฎหมาย พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่า ความไม่ยุติธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง คือภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย และเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม







