posttoday
เวียดนามหวังน้ำบ่อหน้า วิบากกรรมลดค่าด่องจ่อคอหอย

เวียดนามหวังน้ำบ่อหน้า วิบากกรรมลดค่าด่องจ่อคอหอย

15 กุมภาพันธ์ 2554

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เวียดนามตัดสินใจลดค่าเงินด่องลงมาถึง 9.63% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของปีนี้ แต่นับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 1 ปีกับอีก 3 เดือน และถือเป็นอัตราการปรับลดที่มากที่สุดตั้งแต่ปี 2536

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เวียดนามตัดสินใจลดค่าเงินด่องลงมาถึง 9.63% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของปีนี้ แต่นับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 1 ปีกับอีก 3 เดือน และถือเป็นอัตราการปรับลดที่มากที่สุดตั้งแต่ปี 2536

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

เวียดนามหวังน้ำบ่อหน้า วิบากกรรมลดค่าด่องจ่อคอหอย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เวียดนามตัดสินใจลดค่าเงินด่องลงมาถึง 9.63% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของปีนี้ แต่นับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 1 ปีกับอีก 3 เดือน และถือเป็นอัตราการปรับลดที่มากที่สุดตั้งแต่ปี 2536

เวียดนามให้เหตุผลของการลดค่าเงินในครั้งนี้ว่า เพื่อสกัดกั้นปัญหาการขาดดุลที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรง โดยอาจมีตัวเลขการขาดดุลเมื่อปีที่แล้วสูงถึง 1.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ การลดค่าเงินยังเป็นไปตามกระแสคาดการณ์ เพราะผลของการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนามเมื่อเดือนที่แล้ว ได้มีการวางกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า (แผน 5 ปีฉบับที่ 9 ระหว่างปี 2554–2558) ซึ่งเป้าหมายหลักอยู่ที่การ “สร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจมหภาค” ซึ่งเสถียรภาพในที่นี้พุ่งเป้าไปที่ภาวะขาดดุลเป็นสำคัญ

แม้แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังเห็นดีเห็นงามกับการกระทำของเวียดนาม โดยระบุว่าการปรับลดค่าเงินด่องจะช่วยลดช่องว่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการกับอัตราแลกเปลี่ยนในตลาด ซึ่งในที่นี้หมายถึงตลาดมืดที่ชาวเวียดนามและนักลงทุนมักใช้อัตราในตลาดมืดอ้างอิงไปพร้อมๆ กับอัตราทางการ และก่อนหน้านี้อัตราของทั้งสองแตกต่างกันอย่างมาก โดยที่อัตราของตลาดมืดมักต่ำกว่า

อย่างไรก็ตาม IMF ได้กล่าวสำทับเวียดนามไว้ว่า “ในการที่จะรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ เวียดนามจำเป็นจะต้องจัดนโยบายต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการเงินจะต้องเน้นหนักไปที่การควบคุมเงินเฟ้อและนโยบายการคลัง และจำเป็นจะต้องมุ่งเน้นแนวทางที่ชัดเจนในการควบคุมหนี้สาธารณะ”

ความหมายของ IMF คือ ในเมื่อเวียดนามตัดสินใจใช้การปรับค่าเงินอีกครั้ง เวียดนามก็ควรใช้การขึ้นดอกเบี้ยไปพร้อมๆ กัน เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่รุนแรงไม่แพ้ปัญหาขาดดุล

ในจุดนี้มีเสียงติงมาจากนักเศรษฐศาสตร์เอกชนเช่นกัน ที่ชี้ว่าเวียดนามได้แต่ลดค่าเงินด่อง แต่ขึ้นดอกเบี้ยตามเพียงไม่กี่ครั้ง ทำให้แนวทางการแก้ปัญหาเพื่อรักษาความสมดุลทางการเงินการคลัง กลับกลายเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันเอง เพราะนโยบายทั้งสองแนวทางไม่มีความสมดุล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะคู่ขนานระหว่างอัตราดอกเบี้ยของทางการกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยพื้นฐานของธนาคารกลางเวียดนามยังตรึงอยู่ที่ 9% นับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว แต่อัตราดอกเบี้ยในตลาดกลับสูงถึง 20% แล้ว

ขณะที่มาตรการลดค่าเงินของเวียดนามก็ใช่ว่าจะสัมฤทธิผลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะค่าเงินทางการเปลี่ยนไปเพียงน้อยนิดนับตั้งแต่การลดค่าช่วงแรกๆ เมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดดิ่งลงมาอยู่ที่ 1.95 หมื่นด่องต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเวลานั้น

การลดค่าเงินล่าสุดในระยะแรกส่งผลที่ค่อนข้างชัดเจน เพราะขณะนี้ค่าเงินด่องในตลาดมืดอยู่ที่ราว 2.15 หมื่นด่องต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนอัตราทางการขยับลงมา 20,693 ด่องต่อเหรียญสหรัฐ ลดลงฮวบฮาบจาก 18,932 เพียงวันเดียวก่อนการประกาศลดค่าเงิน

แต่การรักษาสมดุลระหว่างตลาดแจ้งและตลาดมืด ด้วยการลดส่วนต่างของเงินด่องถึงเกือบ 2,600 ด่อง ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน กลับยังผลไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง

ผลที่ตามมาคือ เงินเฟ้อยิ่งขยายตัว (ล่าสุดอยู่ที่ 12.17% ช่วงเดือน ม.ค. ในอัตราปรับเพิ่มทุกเดือน) ขณะที่ประชาชนยิ่งหมดความเชื่อถือต่อเงินด่อง เพราะนับวันยิ่งไม่เหลือค่าให้ยึดถืออย่างเต็มไม้เต็มมือ ในระยะหลังชาวเวียดนามจึงหันไปถือครองทองคำกับเงินเหรียญสหรัฐเป็นทางออก

นี่คือปัญหาของเวียดนามที่ต้องแบกรับและค่อยๆ สะสางกันไปทีละขั้น

แต่ปัญหาของเวียดนามยังผลเสียต่อเพื่อนบ้านและคู่ค้าไม่น้อย โดยที่เวียดนามไม่ต้องไยดีแต่ประการใด

ดาริอัซ โควัลซิก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Credit Agricole CIB สาขาฮ่องกง ตั้งข้อสังเกตกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า การลดค่าเงินด่องยกนี้นับว่าดิ่งค่าลงรุนแรงมาก “ราวกับว่ารัฐบาลพยายามสนับสนุนภาคส่งออกเพื่อพยุงการขยายตัวมากกว่าการสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะภาวะเงินเฟ้อในเวียดนามนับเป็นปัญหาที่รุนแรง”

หมายความว่า เวียดนามกำลังยอมให้ภาวะเงินเฟ้อกดดันรอบด้าน เพื่อหวังผลในภาคการส่งออก

หากเวียดนามเจตนาเช่นนั้นจริง เวียดนามจะเผชิญกับข้อหาเดียวกับจีน นั่นคือบงการความเคลื่อนไหวของค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้า มิใช่เพื่อฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นข้ออ้างที่พอจะฟังขึ้นมากกว่า

แต่ข้ออ้างของการลดค่าเงินเพื่อรักษาสมดุลเศรษฐกิจดูเหมือนจะฟังไม่ขึ้น พิจารณาจากความคาดหวังของรัฐบาลเวียดนามที่ประเมินว่า เศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวถึง 7.5% จาก 6.78% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งไม่เพียงขยายตัวอย่างคึกคักเท่านั้น แต่ยังสวนทางกับนานาประเทศในเอเชียที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย

ไม่แต่เท่านั้น แม้เวียดนามจะต้องเผชิญกับข้อหาเดียวกับจีน แต่สถานะของจีนในขณะนี้แตกต่างออกไปมาก ไม่เพียงยอมปรับค่าเงินให้ยืดหยุ่นหรือแข็งค่าขึ้น แต่ยังเพ่งเล็งไปที่ปัญหาเงินเฟ้อเป็นหลัก ทั้งที่เงินเฟ้อของจีนอยู่ที่ 5% ต่ำกว่าเวียดนามถึงกว่าครึ่งต่อครึ่ง

ภาคการส่งออกของเวียดนามที่จะได้รับอานิสงส์อย่างยิ่งยวดคือ การส่งออกข้าว

เมื่อปีที่แล้วเวียดนามส่งออกข้าวรวม 6.75 ล้านตัน มูลค่า 3.23 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นมูลค่าและปริมาณการส่งออกที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลนี้มาจากสมาคมอาหารเวียดนาม (VFA) ไม่เพียงเท่านั้น ราคาข้าวส่งออกยังสูงขึ้น 22 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 511 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ในปีนี้เวียดนามเล็งเป้าส่งออกให้น้อยลงกว่าเมื่อปีที่แล้ว 7.5 แสนตัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขแวดล้อมแล้ว การลงปริมาณส่งออกข้าวมิได้เป็นไปเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อในประเทศ หรือพยุงปริมาณข้าวในประเทศจากภาวะผลผลิตตกต่ำแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม เจืองถั่ญฟอง ประธาน VFA ยังปริปากออกมาเองว่า ความสำเร็จเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงความต้องการข้าวในตลาดโลกที่จะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 31 ล้านตันในปีนี้ จาก 29 ล้านตันเมื่อปีที่แล้ว คือปัจจัยที่จะกระตุ้นการส่งออกในปีนี้

เงื่อนไขแวดล้อมอย่างหนึ่งที่ทำให้การส่งออกของเวียดนามต้องสงวนท่าที คือ ในปีนี้เวียดนามต้องเปิดรับนักค้าข้าวจากต่างประเทศตามข้อตกลงการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) โดยที่นักลงทุนต่างด้าวสามารถดำเนินกิจการซื้อขายข้าวในเวียดนามได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหุ้นส่วนเป็นคนท้องถิ่น

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลดีต่อเกษตรกร อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อรองราคา แต่จะส่งผลรุนแรงต่อภาคการส่งออก

เมื่อเผชิญกับปัจจัยลบเช่นนี้ เวียดนามจึงจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้การคุ้มครอง เพราะการส่งออกข้าวคือหัวใจหลักของเศรษฐกิจเวียดนาม หนึ่งในนั้นคือการออกรัฐกำหนดฉบับที่ 109 เพื่อกระตุ้นศักยภาพของภาคส่งออกในการต่อสู้กับคู่แข่งต่างด้าว

และอีกหนึ่งในวิถีทางเหล่านั้น คือการลดค่าเงินด่องจนค่าเงินหล่นวูบวาบ

หากเวียดนามเห็นว่าภาคส่งออกข้าวเป็นหัวใจของเศรษฐกิจของประเทศ การลดค่าเงินด่องย่อมเป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ แม้จะส่งผลเสียต่อคู่แข่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นย่อมรวมถึงไทย

แต่หากการทำเช่นนี้จะต้องแลกมาด้วยเงินเฟ้อที่จ่อทะลุ 13% ความน่าเชื่อถือของเงินด่องที่คลอนแคลนและทุนสำรองที่เหลือเพียง 1.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยสูงถึง 2.39ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2551 ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนแต่สั่นสะเทือนฐานะทางการเงินคลังของประเทศในระยะยาว

จะคุ้มหรือไม่ เวียดนามต้องแบกรับผลลัพธ์นั้นด้วยตัวเองในอีกไม่ช้า

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท