
ปชป.ขี่เพื่อไทย จ่อกุมอำนาจรัฐต่อเนื่อง
นับถอยหลังสู่การ “ยุบสภา” เดินหน้าสู่โหมด “เลือกตั้ง” เต็มสูบ...
นับถอยหลังสู่การ “ยุบสภา” เดินหน้าสู่โหมด “เลือกตั้ง” เต็มสูบ...
โดย...ทีมข่าวการเมือง
นับถอยหลังสู่การ “ยุบสภา” เดินหน้าสู่โหมด “เลือกตั้ง” เต็มสูบ...
เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจคลี่คลาย จนจีดีพีปีที่ผ่านมาสูงเกือบ 8% สวนทางกับบรรยากาศการเมืองที่เข้าขั้นวิกฤต
เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านพ้นจุดที่ยากที่สุดไปแล้ว เหลือเพียงแค่การ “ยื้อ” ของเพื่อไทย และ สว.บางส่วนที่ส่งเรื่องให้ตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
เมื่อสภาพบ้านเมืองเริ่มกลับสู่สภาพปกติ “เหลืองแดง” กำลังร่อนหาทางลง
ครบ 3 เงื่อนไขยุบสภา ในจังหวะเวลาที่“สุกงอม” ขืนหากยังดึงดันปล่อยให้ “ยื้อ” ต่อไป นอกจากแต่ละฝ่าย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน เหลือง แดง จะถูกกัดกร่อนจนกินเนื้อตัวเองไปเรื่อยๆ ยังสุ่มเสี่ยงต่อการพาสภาพบ้านเมืองไปสู่ความสับสนวุ่นวาย ที่พร้อมจะเป็นเงื่อนไขให้นำไปสู่การ “ปฏิวัติ”
โค้งสุดท้ายเช่นนี้จึงเห็นอาการของแต่ละฝ่ายออกมาโชว์ลีลางัด “ไม้ตาย” ชิงจังหวะ ชิงความได้เปรียบ ก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง
จับตาสูตร 375+125 ที่กลายเป็นกรอบทิศทางการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งพรรคร่วมไม่อาจทัดทานความเขี้ยวของประชาธิปัตย์ ต้องปล่อยให้สูตร 400+100 ต้องตกกระป๋อง แม้จะผนึกกำลังกันผลักดัน ข่มขู่ เท่าไหร่ก็ตาม
การเดินหน้าสู่ระบบ สส.เขต 375 ที่นั่ง กับ สส.บัญชีรายชื่อ 125 ที่นั่ง จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์พลิกมาเป็นฝ่ายได้เปรียบจากพรรคการเมืองทั้งหมด
แน่นอนว่าการลดจำนวน สส.ระบบเขตจาก 400 ที่นั่ง เหลือ 375 ที่นั่ง “ประชาธิปัตย์” ได้รับอานิสงส์ส่วนนี้มากที่สุด เพราะ 25 เสียงที่ลดลงไปนั้น กระทบกับพื้นที่ในภาคเหนือและอีสานเป็นหลัก
ภาคอีสาน 9 จังหวัด ที่ต้องลดลงจังหวัดละ 1 ที่นั่ง ได้แก่ ขอนแก่น มหาสารคามนครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ หนองคาย และอุดรธานี
ภาคเหนือ 7 จังหวัด ที่ต้องลดจังหวัดละ 1 ที่นั่ง ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่พิจิตร แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน
ดังนั้น 16 จังหวัดที่หายไปจึงกระทบกับที่นั่งเดิมของพรรคเพื่อไทยโดยตรง ข้อได้เปรียบแรกจึงตกอยู่ที่ “ประชาธิปัตย์” ที่ไม่อาจแม้แต่จะคิดหวังไปเจาะพื้นที่อีสานและเหนือ
ทว่าอีกด้านพรรคร่วมรัฐบาลพลอยได้อานิสงส์กับเงื่อนไขใหม่ ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว ที่เอื้อให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กขอแบ่งพื้นที่จากเพื่อไทย
ยิ่งในวันที่สภาพแตกแยกภายใน “เพื่อไทย” จนการทำงานง่อนแง่น ไร้ทิศทาง ถึงขั้นที่การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาไม่อาจรักษาฐานเดิมเอาไว้ได้อย่างในยุครุ่งเรือง
การปรับลดจำนวนที่นั่งในหลายเขตนอกจากจะทำให้เก้าอี้ สส.เพื่อไทย เดิมต้องลดลงแล้ว อีกด้านหนึ่งยังจะทำให้ผู้สมัครของเพื่อไทยต้องแข่งขันกันมาเบียดลงในพื้นที่เดิม ซึ่งแน่นอนว่าคนที่พลาดหวังย่อมต้องไปหาพรรคใหม่สังกัดมาลงชิงชัย อันจะทำให้ต้องแบ่งคะแนนกันเอง
ประชาธิปัตย์จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงในภาพกว้างสนามอีสานและเหนือ นอกจากรักษาฐานเดิมที่เข้มแข็ง ส่วนที่เหลือก็แค่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพรรคร่วมไป “ช่วงชิง” กับ “เพื่อไทย”
ส่วนฐานเสียงหลักของประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้ถูกตัดลดเพียงแค่ 4 ที่นั่ง คือ กระบี่ นครศรีธรรมราช พังงา และนราธิวาส แน่นอนว่าไม่กระทบกับฐานเสียงเดิม 49 ที่นั่ง แม้ภาคกลาง 3 จังหวัด ที่จะถูกปรับลดจังหวัดละ 1 ที่นั่ง คือ นครนายก นครสวรรค์ และลพบุรี
แม้ประชาธิปัตย์จะพลาดพลั้งจนต้องเสียฐานเดิมไปบ้าง ก็ไม่กระทบกับฐานคะแนนโดยรวม
เช่นเดียวกับ กทม. ที่จะหายไป 2 เขต แม้จะปรับลดไปก็ไม่ส่งผลภาพรวมมากนัก ยิ่งในระยะหลังผลสำรวจความนิยมในพื้นที่ กทม.ของประชาธิปัตย์ไม่ได้เปรี้ยงปร้างอย่างยุคเผาบ้านเผาเมือง ที่เคยทำให้ประชาธิปัตย์กวาด สก.สข. มาถล่มทลาย
ทว่าส่วนที่เป็นน้ำเป็นเนื้อของสูตร 375+125 คือ สัดส่วนของบัญชีรายชื่อ เพิ่มอย่างก้าวกระโดด จาก 80 ที่นั่ง มาเป็น 125 ที่นั่ง หรือเพิ่มกว่า 50%
ชัดเจนว่าสูตร 375+125 ไม่ได้มาแบบขอไปที ทว่าผ่านการคิดคำนวณเบ็ดเสร็จออกมาเป็นที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งหน้าถึงขั้นประชาธิปัตย์ยืนกรานขู่ไม่ได้สูตรนี้ก็กลับไปเลือกระบบเดิม
ดังนั้น ระบบบัญชีรายชื่อ หรือสัดส่วนเดิม ซึ่งสะท้อนคะแนนนิยมต่อพรรคการเมือง เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งสำคัญสำหรับพรรคเก่าแก่กว่า 60 ปีที่หยิบยกความเป็นพรรคสถาบัน เร่งทำคะแนนในการสะสมสร้างเป็นจุดแข็ง
สะท้อนผ่านการเลือกตั้งปี 2550 ที่ “เพื่อไทย” เมื่อครั้งยังเป็น “พลังประชาชน” โกยคะแนนในระบบ สส.เขต ไปจนเป็นพรรคอันดับหนึ่ง 199 ต่อ 139 ที่นั่ง แต่ในส่วนของระบบสัดส่วน ประชาธิปัตย์กลับไล่บี้ตามมาอย่างสูสี 34 ต่อ 33 ที่นั่ง
แม้ส่วนหนึ่งจะต้องยอมรับว่าพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กยังใหม่มากสำหรับการเลือกตั้งครั้งนั้น และถูกเกณฑ์ 5% กดไว้ไม่ให้เข้ามามีบทบาทในพื้นที่การเมืองช่วงนั้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น การปรับแก้ตัดข้อจำกัดเกณฑ์ขั้นต่ำ 5% ออกไป ย่อมสร้างความสั่นสะเทือนให้กับประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ตะวันออก กลาง และปริมณฑล ที่จะต้องแบ่งที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมืองใหม่ที่คาดกันไว้ว่าจะได้ 25 ที่นั่ง หากรวมคะแนนทั้งประเทศ
แต่อีกด้าน... การเร่งสร้างตัวของ “ภูมิใจไทย” ที่ต้องหวังพึ่งขยายฐานในบัญชีรายชื่อ อันจะต้องไปขอแบ่งกับ “เพื่อไทย” โดยเฉพาะในพื้นที่เหนือและอีสาน ย่อมต้องทำให้จำนวนสส.ของ “เพื่อไทย” ลดลงไป
คำนวณแล้วสูตร 375+125 ย่อมทำให้การกลับมาสู่อำนาจรัฐของประชาธิปัตย์พอมีหวังอีกรอบ ในวันที่หาก “เพื่อไทย” ไม่สามารถชนะแบบได้เสียงข้างมากด้วยแล้ว โอกาสที่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลย่อมริบหรี่
สุดท้ายถึงผลลัพธ์ของประชาธิปัตย์ที่อาจไม่ถึงเป้า 230 ที่เคยตั้งเป้า แต่ก็น่าจะเพียงพอให้ประชาธิปัตย์ผนึกกำลังเครือข่ายเดิมๆ กลับมาเป็นรัฐบาลได้ไม่ยาก ยิ่งในวันที่ยังกุมความได้เปรียบ ทั้งอำนาจรัฐ ที่งบประมาณหลายส่วนซึ่งกระจายลงพื้นที่ได้เห็นดอกเห็นผล ยังไม่รวมกับสารพัดโครงการซื้อใจที่เพิ่งออก และจ่อคิวออก
เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ณ วันนี้ประชาธิปัตย์มั่นใจเป็นแกนนำรัฐบาลสูง อันเนื่องมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนทำให้พรรคเพื่อไทยหมดโอกาสที่จะได้เสียงข้างมากพรรคเดียวในการจัดตั้งรัฐบาล และหากผลเป็นไปแนวนี้ พรรคประชาธิปัตย์แม้จะได้ลำดับสอง แต่มีกองทัพหนุน จะคงสภาพเป็นแกนนำพรรคร่วมเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไปโดยไม่ยากเย็น







