
งบประมาณ 2570 : กับดักรายจ่ายประจำเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของไทย
งบประมาณปี 2570 สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของฐานะการคลังไทย เมื่อรายจ่ายประจำยังครองสัดส่วนสูง ขณะที่งบลงทุนและการสร้างขีดความสามารถใหม่มีพื้นที่จำกัด ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท นับเป็นเครื่องมือสะท้อนทิศทางการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำ ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดด้านรายได้ของภาครัฐ
แม้งบประมาณดังกล่าวยังสามารถรักษาเสถียรภาพการใช้จ่ายของภาครัฐไว้ได้ แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างรายรับและรายจ่ายอย่างละเอียด จะพบว่าระบบการคลังของไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน จนทำให้พื้นที่สำหรับการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
รายได้รัฐเติบโตช้า ขณะที่ภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้น
หนึ่งในประเด็นสำคัญของงบประมาณปี 2570 คือรายได้ของภาครัฐที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ประมาณ 14.6% ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดของระบบภาษีและฐานรายได้ของประเทศ
ในขณะเดียวกัน สมมติฐานเศรษฐกิจที่รัฐบาลใช้ในการจัดทำงบประมาณประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ยเพียง 1.7-2.7% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค และต่ำกว่าระดับการเติบโตที่จำเป็นต่อการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในระยะยาว
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้รัฐบาลยังจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และกู้เงินเพื่อชดเชยการใช้จ่ายในระดับสูง ส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายปีข้างหน้า
อ่านรายละเอียดงบประมาณรายกระทรวง คลิกที่นี่
รายจ่ายประจำยังครองสัดส่วนหลักของงบประมาณ
อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจคือโครงสร้างรายจ่ายประจำ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 73.6% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด หรือราว 2.78 ล้านล้านบาท
รายจ่ายส่วนนี้ครอบคลุมเงินเดือนบุคลากรภาครัฐ เงินบำนาญ สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงภาระดอกเบี้ยและการชำระหนี้ ซึ่งล้วนเป็นรายจ่ายที่มีข้อจำกัดในการปรับลด
งบบุคลากรภาครัฐเพียงรายการเดียวมีวงเงินกว่า 8.5 แสนล้านบาท ขณะที่ภาระชำระเงินต้นและดอกเบี้ยหนี้รวมกันมีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังสำหรับการลงทุนใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ผลที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลมีความยืดหยุ่นในการจัดสรรงบประมาณน้อยลง แม้จะต้องเผชิญความท้าทายใหม่ ทั้งการแข่งขันด้านเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย
งบลงทุนยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพ
แม้งบลงทุนยังมีสัดส่วนประมาณ 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด แต่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่วงเงินเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ประสิทธิภาพของการใช้จ่าย
การอภิปรายในรัฐสภาได้ตั้งข้อสังเกตว่าบางโครงการถูกจัดอยู่ในหมวดการลงทุน ทั้งที่ยังไม่มีรายละเอียดการดำเนินงานที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ยังมีข้อวิพากษ์เกี่ยวกับโครงการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) จำนวนมากที่ใช้งบประมาณสำหรับก่อสร้างอาคารหรือจัดซื้อครุภัณฑ์ มากกว่าการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี หรือบุคลากรโดยตรง
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนความท้าทายในการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ ว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้มากเพียงใด
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณด้านดิจิทัลที่ส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจัดซื้ออุปกรณ์และระบบสารสนเทศ ขณะที่การสนับสนุนงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทย และการสร้างนวัตกรรมภายในประเทศยังมีสัดส่วนไม่สูงนัก
การลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยังเป็นโจทย์สำคัญ
อีกประเด็นหนึ่งคือการใช้งบประมาณเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แม้ภาครัฐจะใช้งบประมาณจำนวนมากในการส่งเสริมการลงทุนและการผลิต แต่ยังมีข้อถกเถียงว่าการลงทุนดังกล่าวสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใด
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเห็นว่า หากการสนับสนุนยังมุ่งเน้นเพียงการดึงดูดการผลิตจากต่างประเทศ โดยไม่ได้ลงทุนควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย และผู้ประกอบการไทย ประเทศอาจได้รับประโยชน์จากการลงทุนไม่เต็มศักยภาพ
ความยั่งยืนทางการคลังเป็นความท้าทายในระยะยาว
ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับต่ำ ขณะที่ภาระหนี้สาธารณะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการรักษาวินัยการคลังจึงเป็นประเด็นสำคัญ
หากรายได้ของรัฐไม่สามารถเติบโตได้เร็วพอ และยังต้องใช้งบประมาณส่วนใหญ่กับรายจ่ายประจำ พื้นที่สำหรับการลงทุนเพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศจะยิ่งลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ในอีกด้านหนึ่ง หากรัฐบาลเลือกใช้การกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อรักษาระดับการใช้จ่าย โดยไม่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เพียงพอ ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังในอนาคต
ทางออกอยู่ที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า การแก้ไขปัญหาไม่อาจพึ่งเพียงการเพิ่มวงเงินงบประมาณหรือการกู้เงินเพิ่มเติม แต่จำเป็นต้องดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กัน
ประเด็นสำคัญประกอบด้วยการปรับปรุงระบบภาษีให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้น การขยายฐานผู้เสียภาษี การทบทวนรายจ่ายที่ไม่มีความจำเป็น และการใช้ระบบงบประมาณที่เน้นผลลัพธ์ เพื่อให้ทุกโครงการสามารถประเมินความคุ้มค่าได้อย่างโปร่งใส
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรมุ่งเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในด้านวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มผลิตภาพของประเทศในระยะยาว มากกว่าการลงทุนที่เน้นการก่อสร้างหรือจัดซื้อเพียงอย่างเดียว
ไทยจะก้าวไปในทิศทางใด
งบประมาณปี 2570 ไม่ได้สะท้อนเพียงทิศทางการใช้จ่ายของรัฐบาลในหนึ่งปีงบประมาณ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของข้อจำกัดเชิงโครงสร้างด้านการคลังที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ
แม้การรักษาเสถียรภาพการคลังยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปคือการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลภาระผูกพันเดิมกับการลงทุนเพื่ออนาคต หากไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ทางการคลังและยกระดับประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐได้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีโลกอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นในทศวรรษข้างหน้า







