
เงาปริศนาใต้ถุนเสาชิงช้า: เรื่องเล่า ‘ระบอบอากง’ กับสัจจะวงการเมืองกรุง
ระบอบอากงสะเทือนเสาชิงช้า! เจาะปมร้อนทุจริตตั๋วเก้าอี้ผอ.เขตเมืองกรุง ชัชชาติ-ต่อศักดิ์ประสานเสียงโต้คริส เปิดหน้า "ปร." แจงเซฟเฮ้าส์สุทธิสาร
KEY
POINTS
- นายคริส โปตระนันทน์ ออกมาเปิดโปงข้อกล่าวหาเรื่อง "ระบอบอากง" ซึ่งเป็นระบบอุปถัมภ์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขตใน กทม.
- นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายต่อศักดิ์ โชติมงคล (ผู้ถูกพาดพิงว่าเป็น "อากง") ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยืนยันในความโปร่งใสและชี้แจงว่าไม่มีระบบดังกล่าวอยู่จริง
- กรณีดังกล่าวกลายเป็นบททดสอบสำคัญด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของ กทม. ซึ่งสะท้อนการต่อสู้ระหว่างคำกล่าวหาของผู้เปิดโปงกับคำชี้แจงของผู้บริหาร
เจาะลึกปมร้อนซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต ท่ามกลางคำชี้แจงจากปากชัชชาติ-ต่อศักดิ์ กลิ่นหมึกพิมพ์เทศบัญญัติยังไม่ทันจางหาย เสียงกระซิบเรื่อง ‘ตั๋วเก้าอี้’ ก็ดังระงมลัดเลาะจากตึกดินสู่ห้องลับย่านสุทธิสาร ท้าทายอุดมการณ์ความโปร่งใสของเมืองหลวง
เมื่อข้อกล่าวหาจากคำแถลงของนายคริส โปตระนันทน์ แกนนำพรรคเศรษฐกิจ พุ่งเป้าเข้าใส่ใจกลางการบริหารงานของศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในแวดวงการเมืองท้องถิ่น
ปมขัดแย้งเรื่อง "ระบอบอากง" และข่าวลือการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ไม่เพียงแต่เป็นบททดสอบความซื่อสัตย์คณะผู้บริหารกทม. แต่ยังเป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนถึงการต่อสู้เชิงวาทกรรมระหว่าง "ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เปิดโปง" กับ "ความจริงเชิงประจักษ์จากผู้กุมบังเหียน"
ฉากทัศน์ความขัดแย้งเริ่มต้นจากนายคริส ฝ่ายเปิดโปงฉายภาพให้เห็นถึง "ระบอบอากง" อ้างว่าเป็นระบบอุปถัมภ์เงาที่แฝงตัวอยู่หลังม่านการจัดซื้อจัดจ้างและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงใน กทม.
โดยมีตัวละครสำคัญคือบุคคลอักษรย่อ "ปร." หรือ นายปารุตม์ ถูกระบุว่าเป็น "มือขวา" ผู้นำพาข้าราชการผู้ทะเยอทะยานเข้าสู่ "เซฟเฮ้าส์ย่านสุทธิสาร" เพื่อเจรจาเงื่อนไขแลกกับเก้าอี้ผู้อำนวยการเขต ใครพยักหน้ารับเงื่อนไขย่อมได้ไปต่อ ส่วนใครปฏิเสธย่อมถูกแช่แข็งในตำแหน่งเดิม
ทว่า ในอีกด้านหนึ่งของตาชั่ง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ในฐานะ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ออกมายืนยันความบริสุทธิ์ใจอย่างหนักแน่น โดยปฏิเสธการมีอยู่ของระบอบดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง
"เมื่อไม่มีระบบนี้ตั้งแต่แรก จึงไม่รู้ว่าจะไปยกเลิกสืบทอดสิ่งใดได้อย่างไร" ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
พร้อมกันนี้ยังได้อธิบายถึงบทบาทของบุคคลอักษรย่อ "ปร." หรือ นายปารุตม์ ว่าเคยเข้ามาช่วยงานด้านข้อมูลในปี 2566 เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์จริงแต่ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจใดๆ และปัจจุบันได้ยุติบทบาทกลับไปเป็นประชาชนคนธรรมดาแล้ว
ส่วนข่าวลือเรื่องการริบโทรศัพท์มือถือในห้องประชุมเพื่อป้องกันการวิ่งเต้นนั้น นายชัชชาติอธิบายปนรอยยิ้มว่าตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะในยุคนี้ทุกคนต้องพร้อมใช้เทคโนโลยีตลอดเวลา
ขณะที่ นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งถูกพาดพิงว่าเป็น "อากง" ออกมาชี้แจงผ่านหลักการที่ว่า "ความจริงก็คือความจริง" โดยระบุว่าตนมีคนรู้จักมากมายจนไม่อาจทราบได้ว่าใครถูกโยงเป็นใครในข้อกล่าวหา
ส่วนเรื่องเซฟเฮ้าส์ลับย่านสุทธิสารนั้น นายต่อศักดิ์ได้ปฏิเสธพลางปล่อยมุขตลกเพื่อลดความตึงเครียดว่า บ้านพักส่วนตัวตั้งอยู่ในย่านสุทธิสารอยู่แล้ว จะต้องมีเซฟเฮ้าส์ซ้ำซ้อนไปเพื่ออะไร และที่สำคัญคือ "ไม่กล้าทำเรื่องมิชอบเพราะเมียดุ"
เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส นายต่อศักดิ์ยังเผยถึงรูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่เน้นการใช้ระบบดิจิทัล โดยหันมาใช้ Notebook LM ในการสรุปการประชุมและประมวลผลข้อมูลมานานกว่าปี เพื่อให้ทุกขั้นตอนตรวจสอบได้ ขอย้ำเป็นสถิติตัวเลขว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งตำแหน่งใด ๆ "ร้อยเปอร์เซ็นต์" สิ่งเดียวที่เคยได้รับจากข้าราชการมีเพียงพวงมาลัยและการชวนไปทำบุญไหว้พระร่วมกันเท่านั้น
ท่ามกลางสายลมแห่งข้อครหาที่พัดผ่านเสาชิงช้า บทเรียนจากกรณีนี้มิใช่เพียงแค่การหักล้างด้วยวาทศิลป์หรืออารมณ์ขัน
หากแต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่เตือนใจว่า ระบบธรรมาภิบาลของเมืองหลวงไม่อาจสร้างขึ้นได้ด้วยความไว้วางใจในตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกื้อหนุนด้วยระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งและโปร่งใสในทุกมิติ
ท้ายที่สุดแล้ว "ระบอบอากง" จะเป็นเพียงข่าวลือโคมลอยเพื่อหวังผลทางการเมือง หรือเป็นรอยร้าวลึกที่รอวันปริแตก?
สังคมกรุงเทพฯ คงต้องร่วมกันจับตาและเรียกร้องการพิสูจน์หลักฐานอย่างจริงจัง เพื่อให้แน่ใจว่าเก้าอี้ทุกตัวของข้าราชการในเมืองหลวง...ยังคงเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง







