
เจ๊งปิดเอ็นจีวี
ปตท. กระทุ้งรัฐขอปรับราคาเอ็นจีวี หวั่นผู้ถือหุ้นฟ้องบริหารธุรกิจขาดทุน ขู่เลิกขายปีหน้า ชี้ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 14.50 บาท
ปตท. กระทุ้งรัฐขอปรับราคาเอ็นจีวี หวั่นผู้ถือหุ้นฟ้องบริหารธุรกิจขาดทุน ขู่เลิกขายปีหน้า ชี้ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 14.50 บาท
นายวิชัย พรกีรติวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานควรจะพิจารณาให้ ปตท.สามารถปรับราคาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) เพิ่มขึ้นบ้าง จากปัจจุบันที่ถูกตรึงราคาอยู่ที่ 8.50 บาท/กก. เป็นเวลา 3 ปี ส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนจากธุรกิจเอ็นจีวี
การแบกรับภาระขาดทุนจากธุรกิจเอ็นจีวี อาจกลายเป็นข้อบกพร่องทำให้ผู้ถือหุ้นนำไปเป็นประเด็นฟ้องร้องบริษัทตามกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ระบุว่า ถ้าบริษัทบริหารงานขาดทุน ผู้ถือหุ้นมีสิทธิฟ้องร้องได้ และหากธุรกิจเอ็นจีวีขาดทุนเพิ่มขึ้นทุกปี ก็อาจส่งผลให้ธุรกิจกลุ่มนี้ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ในปีหน้า เนื่องจากราคาเอ็นจีวีที่ขายต่ำกว่าต้นทุนถึง 56 บาท/กก. ปตท.เป็นผู้แบกรับภาระตลอด
นอกจากนี้ ยังไม่รวมถึงการตรึงเพดานค่าขนส่งเอ็นจีวีระหว่างจังหวัด เมื่อบวกแล้วราคาเอ็นจีวีจะต้องไม่เกิน 10.34 บาท/กก. ขณะที่ระยะทางการขนส่งเอ็นจีวีไปยังพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล จะมีต้นทุนค่าขนส่งสูงมาก เช่น จ.เชียงราย หากคำนวณตามต้นทุนค่าขนส่ง ราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวีจะต้องอยู่ที่ 19 บาท/กก. ส่วนจ.อุบลราชธานีอยู่ที่ 17 บาท/ก.ก.ม ซึ่ง ปตท.ต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย
“ต้องขอความกรุณาให้รัฐบาลช่วยขยับขึ้นราคาขายปลีกเอ็นจีวีบ้าง เพราะต้นทุนเฉลี่ยที่เหมาะสมทั่วประเทศควรอยู่ที่ 14.50 บาท/ก.ก. หากขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับนี้ได้ก็ยังดี” เพราะทุกวันนี้ก็เหมือนแถมเงินฟรีๆให้ผู้ใช้เอ็นจีวี 6 บาท/ก.ก. นายวิชัย กล่าว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เคยมีมติให้สามารถปรับขึ้นราคาขายปลีกเอ็นจีวีได้ไม่เกิน 50% ของราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล โดยช่วงปี 2550-2551 จะตรึงราคาอยู่ที่ 8.50 บาท/กก. และจะทยอยปรับขึ้นจนถึงปี 2554 ในปี 2552 เป็น 12.50 ปี 2553 จะขึ้นเป็น 13.50 บาทจนถึงปี 2554 สะท้อนตามต้นทุนที่แท้จริง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการปรับขึ้น
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังคงใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ไปจนถึงสิ้นเดือน เม.ย. นี้ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท แต่หากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นมากจนฐานะของกองทุนฯ เหลือเพียง 1 หมื่นล้านบาท ก็จะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง







