
ได้กลับบ้านแต่ยังยั่นเขมร
แม้ชาวบ้านนับหมื่นคนจาก 55 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จะกลับถิ่นฐานบ้านเรือนได้แล้ว แต่ความหวาดกลัวก็ยังไม่หายไปจากความรู้สึก พวกเขาเชื่อว่าความรุนแรงจะยังไม่จบ และจากนี้ไปจะยิ่งหนักขึ้น
แม้ชาวบ้านนับหมื่นคนจาก 55 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จะกลับถิ่นฐานบ้านเรือนได้แล้ว แต่ความหวาดกลัวก็ยังไม่หายไปจากความรู้สึก พวกเขาเชื่อว่าความรุนแรงจะยังไม่จบ และจากนี้ไปจะยิ่งหนักขึ้น
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
กัมปนาทของปืนใหญ่และจรวดทั้งของฝ่ายไทยและกัมพูชาที่ยิงถล่มกันเงียบไปตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่สำหรับผู้คนนับหมื่นจาก 55 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ก็ยังไม่อาจลบลืมความหวาดกลัว นับแต่จรวดลูกแรกของฝ่ายกัมพูชาที่ยิงถล่มใส่บ้านเรือนเสียหายไปกว่า 40 หลัง ความชุลมุนวุ่นวายที่ต่างคนต่างหนีตาย ทนอุดอู้อยู่ในหลุมหลบภัยนานนับชั่วโมงกว่าเสียงระเบิดจะเงียบสงบ
แม้วันนี้ฝ่ายทหารจะประเมินสถานการณ์ว่าปลอดภัยและให้พวกเขากลับเข้าไปยังพื้นที่ได้ หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องหนีภัยการสู้รบมายังจุดรองรับผู้อพยพ 17 แห่ง นอกจากความดีใจที่จะได้กลับไปดูแลบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา และสัตว์เลี้ยง แต่ในความรู้สึกของพวกเขาไม่อาจวางใจว่าชีวิตนับจากนี้ไปจะเป็นปกติสุขเหมือนที่เคยเป็นมา
สำเริง เจริญภัณฑ์ ชาวบ้านภูมิซรอล หมู่ 13 ต.เสาธงชัย บอกว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ประกาศว่าให้ชาวบ้านเตรียมตัวกลับบ้านได้ ความรู้สึกของทุกคนก็ยังก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความดีใจและความหวาดกลัว สำหรับคนบ้านภูมิซรอล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกจรวดของฝ่ายกัมพูชายิงถล่มใส่มากที่สุด พวกเขาต่างกังวลว่า หากเกิดเหตุปะทะกันจนถึงขั้นยิงอาวุธหนักถล่มใส่กันอีก ความรุนแรงน่าจะหนักหน่วงกว่าเดิม
“เท่าที่ทราบข่าวก็เห็นว่าทั้งสองฝ่าย ทั้งไทยและกัมพูชาต่างเสริมกำลังกันเข้ามาอีก คราวนี้ถ้าปะทะกันคงจะหนักกว่าเดิมมาก คงไม่มีใครอยู่ได้อย่างสบายใจอีกแล้ว คงต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น”
นอกจากบ้านภูมิซรอลแล้ว บ้านห้วยทิพย์ และบ้านสมบูรณ์ ต.รุง ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งแม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาหนักเท่าบ้านภูมิซรอล แต่หมู่บ้านของพวกเขาตั้งอยู่ไม่ห่างจากภูมะเขือ พื้นที่วางกำลังเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย กัมปนาทของอาวุธร้ายแรงที่ตอบโต้กัน ไม่อาจทำให้ความรู้สึกของชาวบ้านวางใจได้
“เสียงระเบิด เสียงยิงปืนใหญ่ เสียงลูกปืนใหญ่ที่ดังข้ามหัวไปมันสะเทือนไปถึงหัวใจ ยิ่งตอนกลางคืน แสงไฟจากลูกปืนเหมือนดาวตก กลับไปบ้านก็คงนอนตาไม่หลับ” ตาด กาญจนชาติ ชาวบ้านสมบูรณ์ บอกถึงความรู้สึก
ขณะที่ มนูญ ยอดสิงห์ ชาวบ้านห้วยทิพย์อีกคนหนึ่ง บอกว่า คนเฒ่า คนแก่ในหมู่บ้านหลายคน ลูกหลานก็รับไปอยู่ด้วยในเมือง ในพื้นที่อำเภออื่น หรือบางรายก็เข้ากรุงเทพฯ เพราะหากอยู่ในพื้นที่ต่อไป ลูกหลานก็กังวลว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
“คนกลัวกันทั้งนั้น แม้แต่ผู้ชายบางคนยังไม่กล้าที่จะกลับบ้าน ทุกคนคิดเหมือนกันว่าคงไม่จบแค่นี้ ต้องเกิดขึ้นอีกแน่ๆ ตอนนี้ทุกคนต่างเก็บของสำคัญที่จะต้องพาติดตัวเตรียมใส่กระเป๋าไว้ หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกก็จะได้ไม่ต้องพะวง ที่ผ่านมาไม่คิดมาก่อนว่าจะเกิด พอเกิดขึ้นมาก็ทำอะไรไม่ถูก”
แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังตกอยู่ในความหวาดกลัว สำหรับเด็กความรู้สึกของพวกเขาน่าวิตกยิ่งกว่า รัศมี โกศล ชาวบ้านห้วยทิพย์ เล่าถึงความรู้สึกของบุตรสาววัย 10 ขวบ ว่า หลังจากหลบอยู่ในหลุมหลบภัยท่ามกลางเสียงปืนใหญ่และจรวดที่ดังอยู่นานนับชั่วโมง บุตรสาวก็จะสะดุ้งหวาดกลัวทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดัง โดยเฉพาะเสียงเฮลิคอปเตอร์ของทหารที่บินผ่านไปมา
ขณะที่ ปทุมทิพย์ ทองคำ หรือน้องน้ำหวาน วัย 9 ขวบ บอกว่า เธอยังไม่อยากกลับบ้าน เพราะกลัวว่าจะได้ยินเสียงปืนใหญ่อีก
“กลัว สงสารยาย ห่วงยาย ถ้าเกิดขึ้นอีกจะพายายหนี ไม่ได้รู้สึกโกรธเกลียดคนเขมร เพราะเราก็มีเชื้อสายเขมรเหมือนกัน แต่อยากให้สงครามสงบ เราจะได้ไม่ต้องกลัว”
สถานการณ์ยังไม่น่าวางใจ
ความตึงเครียดตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่อาจวางใจได้ ฝ่ายกัมพูชาเองนอกจากปฏิเสธการเจรจาทวิภาคีแล้ว ยังมีการเสริมกำลังเข้ามาเป็นระยะ
พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ยอมรับว่า สถานการณ์วางใจได้เพียง 90% แม้ที่ผ่านมาจะได้โทรศัพท์คุยกับนายทหารกัมพูชา แต่เนื่องจากหน่วยทหารกัมพูชาที่ประจำการในพื้นที่ขณะนี้เป็นทหารจากส่วนกลาง โดยเฉพาะกองพลน้อยที่ 911 หรือหน่วยรบพิเศษ ไม่ได้เป็นทหารในพื้นที่ซึ่งมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก่อน จึงต้องให้เวลากัมพูชาอีกสักระยะในการประสานงานคุยกัน
พล.ร.อ.เถกิงศักดิ์ วังแก้ว เสนาธิการทหารเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือได้ส่งกำลังทหารนาวิกโยธินตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านชายแดนจันทบุรี-ตราด เพื่อพร้อมรับสถานการณ์
ขณะที่ชายแดน จ.สุรินทร์ แหล่งข่าวทหาร และชาวกัมพูชาที่เดินทางมายังตลาดการค้าช่องจอม-โอเสม็ด อ.กาบเชิง ระบุตรงกันว่า พบเห็นทหารกัมพูชาจำนวนมากเคลื่อนกำลังมายังชายแดนด้าน จ.สุรินทร์
ด้านนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า จะสร้างหลุมหลบภัยอีก 200-300 จุด ในพื้นที่รัศมีปืนใหญ่ที่ฝ่ายตรงข้ามยิงมาถึง รวมทั้งซ่อมแซมหลุมหลบภัยที่มีอยู่แล้ว 380 จุด ให้แข็งแรงขึ้น
ไทยสร้างเส้นทางส่งกำลัง
จุดปะทุจนนำไปสู่การเปิดฉากดวลอาวุธหนักของฝ่ายไทยและกัมพูชาครั้งนี้ มาจากการที่ฝ่ายกัมพูชาไม่พอใจที่ทหารช่างไทยก่อสร้างเส้นทางส่งกำลังบำรุงเข้าพื้นที่พิพาท ซึ่งทั้งสองฝ่ายวางกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร
โดยฝ่ายไทยตัดถนนเส้นใหม่จากผามออีแดงไปทางทิศตะวันตก ผ่านห้วยตามาเลีย สระตราว ไปจนถึงผลาญอินทรีย์ ด้านทิศเหนือของวัดแก้วสิขาคีรีสวาระ ระยะทางโดยรวมประมาณ 2 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2552 ปัจจุบันตัดเส้นทางมาถึงบริเวณห้วยตามาเลีย ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร
หากก่อสร้างแล้วเสร็จเส้นทางสายนี้จะช่วยให้การส่งกำลังบำรุงของฝ่ายไทยไปยังแนววางกำลังรอบพื้นที่วัดแก้วฯ ตลอดจนการสนับสนุนฐานปฏิบัติการบนภูมะเขือเป็นไปอย่างสะดวกขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อฝ่ายกัมพูชา หากเกิดการปะทะกันด้วยกำลังทหาร
ก่อนหน้านี้ฝ่ายกัมพูชาได้ประท้วงให้ไทยยุติการก่อสร้างเส้นทางดังกล่าว โดยอ้างว่ารุกล้ำเข้ามาในดินแดนกัมพูชา แต่ฝ่ายไทยก็อ้างว่า กัมพูชาได้ตัดถนนจากบ้านโกมุยขึ้นมายังวัดแก้วฯ ซึ่งเป็นดินแดนที่ไทยอ้างสิทธิเช่นกัน เมื่อฝ่ายกัมพูชาทำได้โดยละเมิดบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยูปี 2543 ไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน
กระทั่งฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงถล่มรถแทรกเตอร์ที่ใช้ก่อสร้างเส้นทาง จนเป็นชนวนการปะทะใหญ่ด้วยอาวุธหนักเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา
มือหนึ่งรับโทรศัพท์ อีกมือเหนี่ยวไก
ความเหนื่อยล้ากว่า 3 เดือนที่สถานการณ์ชายแดนพระวิหารตั้งเค้าระอุตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย. 2552 เป็นต้นมา กำลังพลที่ประจำการได้รับคำสั่งระงับการลาพัก
แม้จะมีการสับกำลังหมุนเวียนทำหน้าที่เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดที่ต้องอยู่ในจุดเผชิญหน้ากับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเสี่ยงการปะทะได้ตลอดเวลา แค่ความห่วงใยถึงครอบครัวที่อยู่แนวหลังเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขากังวลไม่น้อย และใช่แต่แนวหน้า ครอบครัวในแนวหลังก็ห่วงหาต่อผู้อยู่แนวหน้าเช่นกัน โทรศัพท์มือถือ คือช่องทางเดียวในการสื่อสาร ส่งผ่านความรู้สึกห่วงหา
พลทหารพิษณุชัย พร้อมชัย ทหารสังกัดร้อย ร.1612 ซึ่งก่อนหน้านี้ทำหน้าที่ชุดคุ้มครองการก่อสร้างเส้นทางบริเวณห้วยตามาเลีย พื้นที่เผชิญหน้ากับฝ่ายกัมพูชา บอกว่า ปกติจะโทรศัพท์คุยกับพ่อและแม่ ซึ่งอยู่ที่ จ.ร้อยเอ็ด เกือบทุกวัน และก็มักจะเป็นคำถามเดิม ด้วยประโยคว่า “เป็นอย่างไรบ้าง” เพียงวันเดียวที่เขาตัดสินใจปิดโทรศัพท์ คือวันที่ 4 ก.พ. วันที่เกิดเหตุปะทะ
“ไม่อยากให้ทางบ้านเป็นห่วง ผมอยู่ในจุดที่มีการปะทะด้วย พะวงหลายอย่าง เลยตัดสินใจปิดโทรศัพท์”
ขณะที่ทหารพรานนายหนึ่งซึ่งอยู่ในจุดปะทะเช่นกัน ในช่วงเวลาแห่งการเผชิญหน้า โทรศัพท์จากลูกชายที่อยู่แนวหลังก็ส่งสัญญาณ ขณะที่มือหนึ่งถือโทรศัพท์พูดคุย อีกมือหนึ่งก็เหนี่ยวไกปืน
“เขาถามว่าเป็นงัยบ้างพ่อ ผมก็คุยกับลูกขณะเหนี่ยวไกปืนไป ถามลูกว่า เป็นไงลูกพ่อยิงมันมั้ยเหมือนเล่นเกมมั้ย พูดคุยเล่นกับเขาไม่อยากให้เขากังวล”
ส.อ.สรายุธ สุมมาตร ทหารสังกัดร้อย ร.1612 ซึ่งประจำการในพื้นที่เขาพระวิหารมากว่า 2 ปีแล้ว ผ่านสถานการณ์ตึงเครียดมาหลายครั้ง พ่อ แม่ และภรรยา ได้ขอร้องให้เขาย้ายกลับ แม้จะรู้ว่าผู้อยู่ข้างหลังล้วนห่วงใย แต่คำอธิบายทุกครั้งที่ต้องพูดคุยเรื่องนี้ก็คือ “หน้าที่ต้องมาก่อน”







