
นับถอยหลัง...ยุบสภา
หากมีการยึดอำนาจหรือปฏิวัติ แน่นอนว่านักการเมืองจะกลายเป็นจำเลยของสังคม ถึงตอนนั้นเครือข่าย พธม.อาจจะได้นั่งกำกับหรือบริหารประเทศเอง
หากมีการยึดอำนาจหรือปฏิวัติ แน่นอนว่านักการเมืองจะกลายเป็นจำเลยของสังคม ถึงตอนนั้นเครือข่าย พธม.อาจจะได้นั่งกำกับหรือบริหารประเทศเอง
โดย..ทีมข่าวการเมือง
หลังรัฐสภาได้ผ่านความเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้เงื่อนไขการประกาศยุบสภา ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งไว้ หมดไปอีกเงื่อนหนึ่งจึงทำให้การเมืองหลังจากนี้เคลื่อนเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งโดยปริยาย
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ได้เคยประกาศต่อสาธารณชนว่า เงื่อนไขการยุบสภามี 3 ข้อ คือ 1.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจะต้องดีขึ้น 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภา และ 3.สถานการณ์บ้านเมืองต้องสงบ
"เรื่องการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ที่ผมเองเคยตั้งเงื่อนไข 3 ข้อไว้นั้นขณะนี้ส่วนตัวมองว่ายังติดอยู่ข้อที่ 3 คือบ้านเมืองยังไม่สงบ เพราะยังมีการทำผิดกฎหมายอยู่บ้าง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว หลังรัฐสภามีมติผ่านความเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายอภิสิทธิ์ยังขยายความอีกว่าแม้กลุ่มแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จะยังชุมนุมอยู่ แต่ถ้าบ้านเมืองอยู่ในความเรียบร้อยการยุบสภาก็เป็นไปได้ แต่ถ้าหมดการชุมนุมตรงนี้และใช้กฎหมายปกติเมื่อใด การยุบสภาก็จะชัดเจนขึ้น
เมื่อพิเคราะห์จากคำพูดของนายอภิสิทธิ์ จะเห็นว่า ประเด็นเรื่องของความสงบในบ้านเมืองนั้นถือเป็นดุลพินิจของนายอภิสิทธิ์โดยสิ้นเชิงที่จะกำหนดว่า ความสงบดังกล่าว มีคำนิยามขอบข่ายแค่ไหน
ซึ่งประเด็นตรงนี้หลายคนต่างเชื่อว่า นายอภิสิทธิ์จะใช้เงื่อนไขความสงบของบ้านเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลืองเสื้อแดงยื้อยุบสภาออกไปเรื่อยๆ จนเสร็จงบประมาณปี 2555 ราวเดือนส.ค.-ก.ย. พร้อมกับการโยกย้ายจัดทัพข้าราชการ หรือใกล้ครบเทอม จึงยุบสภา
ทว่าเมื่อดูจากสถานการณ์ทางการเมืองรอบด้านแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่นายอภิสิทธิ์จะตัดสินใจยุบสภาหลังงบประมาณกลางปี 2554 ผ่านสภา และมีผลบังคับใช้ในราวเดือน มี.ค.
ทั้งนี้ เหตุที่นายอภิสิทธิ์ไม่ลากยาวเพราะเกรงจะเป็นเงื่อนให้ม็อบสีเหลืองและสีแดงสร้างความวุ่นวายขึ้นอีก ซึ่งนายอภิสิทธิ์ไม่อยากให้เกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนเหตุการณ์กระชับพื้นที่ในการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของม็อบทั้งสองสี มีแนวโน้มหนักหน่วงและรุนแรง เริ่มที่ม็อบ พธม. ซึ่งเดิมหนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่เมื่อประชาธิปัตย์ไม่ตอบสนองเรื่องการเคลียร์คดีปิดสนามบินและการจัดสรรผลประโยชน์ให้ จึงประกาศชุมนุมขับไล่ โดยยกปมเขตแดนไทยกัมพูชา มาเป็นเงื่อนไข
ทั้งนี้ พธม.เองคงรู้ว่ารัฐบาลไม่สามารถตอบสนองได้ เพราะจะกลายเป็นเงื่อนสงครามระหว่างไทยกับเขมร แต่ที่ยื่นเงื่อนไขเช่นนั้นเพราะต้องการล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์
พรรคประชาธิปัตย์ประเมินว่าพธม.เคลื่อนไหวเพราะต้องการให้มีการปฏิวัติ โดยทำให้เกิดสถานการณ์ปั่นป่วน จนทหารต้องเข้ามายึดอำนาจ เพื่อที่ พธม.เองจะได้เข้าสู่อำนาจรัฐเหมือนเช่นการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ที่เครือข่ายพธม.หลายคนเข้าสู่อำนาจรัฐ ทั้งเป็นรัฐมนตรีและเครือข่ายองค์การอิสระรวมถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติ เพราะ พธม.ประเมินแล้วหากให้มีการเลือกตั้ง พธม.คงสูญพันธุ์ เพราะแค่การเลือกตั้งสนามท้องถิ่นใน กทม.ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว
ดังนั้น หากมีการยึดอำนาจหรือปฏิวัติ แน่นอนว่านักการเมืองจะกลายเป็นจำเลยของสังคม ถึงตอนนั้นเครือข่าย พธม.อาจจะได้นั่งกำกับหรือบริหารประเทศเอง
ขณะที่เสื้อแดงต้องถือเป็นศัตรูคู่อาฆาตของรัฐบาลอภิสิทธิ์อยู่แล้วและกำหนดมาตรการเคลื่อนไหวตลอดทั้งปี และช่วงเวลาสำคัญคือเดือน เม.ย.-พ.ค. ซึ่งจะเป็นการครบรอบ 1 ปี ของการกระชับพื้นที่ หากรัฐบาลนี้ยังอยู่ก็ จะเป็นเชื้ออย่างดีให้เสื้อแดงลุกขึ้นมาทวงความชอบธรรมอีก
และที่สำคัญเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นเหมือนคอหอยกับลูกกระเดือก คงไม่ยอมให้มาร์คยื้อไปจนถึงการจัดงบปี 2555 หรือจัดทัพข้าราชการเพื่อการเลือกตั้ง
ดังนั้น เมื่อม็อบสองสีมีเป้าหมายเดียวกัน แม้จะแตกต่างกันในวิธีการนายอภิสิทธิ์จึงไม่เสี่ยงลากยาว แม้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลต่างต้องการทำงบประมาณก่อน เพราะมาร์คไม่ต้องการเผชิญความเสี่ยงอีกต่อไปสู้ไปเอาความชอบธรรมกลับมาเป็นนายกฯ รอบใหม่จะสง่างามกว่า







