กางปม ป.ป.ช. ยกคำร้อง 'ศักดิ์สยาม' คดีซุกหุ้น ตัดตอนความผิด? สวนมติศาลรธน.
ป.ป.ช. ยกคำร้อง 'ศักดิ์สยาม' ปมปกปิดบัญชีทรัพย์สินหุ้นบุรีเจริญฯ อ้างพยานหลักฐานไม่เพียงพอพิสูจน์เจตนาซุกหุ้น สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
เจาะที่มาแห่งคดี "นอมินี" และเส้นทางการเงินที่ถูกตรวจสอบ
คดีนี้เริ่มต้นจากคำร้องที่กล่าวหาว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนใน "ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น" อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการทำนิติกรรมโอนหุ้นทั้งหมดมูลค่ากว่า 119 ล้านบาท ให้แก่ นายศุภวัฒน์ เกษมศรี ณ อยุธยา ก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองในปี 2562
จากการตรวจสอบเชิงลึกโดยศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ พบพฤติการณ์ที่น่าสงสัยหลายประการ อาทิ การโอนหุ้นที่ไม่มีการจ่ายเงินกันจริงในลักษณะการซื้อขายเชิงพาณิชย์ และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างนายศักดิ์สยามกับผู้รับโอนหุ้น จนนำไปสู่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ให้รัฐมนตรีผู้นี้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีลงทันที เนื่องจากเชื่อได้ว่ายังคงเป็นผู้ถือหุ้นตัวจริง
ความต่างของ "ดุลยพินิจ" ป.ป.ช. เห็นต่าง สวนมติศาลรัฐธรรมนูญ?
แม้จะมีคำวินิจฉัยจากศาลสูงเป็นบรรทัดฐาน แต่ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมกลับมีมติ "ยกคำร้อง"ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยแหล่งข่าวระดับสูงจาก ป.ป.ช. ระบุว่า "พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ไม่เพียงพอที่จะชี้ให้เห็นถึงเจตนาในการปกปิดทรัพย์สิน"
ประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อนคือ "ความแตกต่างของมาตรฐานการพิสูจน์"ระหว่างคดีทางการเมือง (ศาลรัฐธรรมนูญ) และคดีอาญา/จงใจปกปิดทรัพย์สิน (ป.ป.ช.) ซึ่งในคดีของ ป.ป.ช. นั้น ต้องอาศัยพยานหลักฐานที่แน่นหนาในระดับ "ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร" ว่ามีการจงใจปกปิดจริง จึงจะสามารถส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เมื่อพยานหลักฐานมีช่องโหว่ ป.ป.ช. จึงเลือกที่จะยุติการดำเนินการ?
ส่อง 4 ฐานความผิด ในฐานะ "รัฐมนตรี" ถูกตัดตอน หลังยกคำร้อง
การที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องในชั้นต้น ส่งผลโดยตรงให้กระบวนการดำเนินคดีอาญาตามมาตรฐานการตรวจสอบนักการเมืองในฐานความผิดอื่น ๆ ถูกระงับลงทันที ดังนี้
ฐานความผิดที่ 1 : การเข้าไปบริหาร ครอบงำ หรือสั่งการหุ้นส่วน
ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 เนื่องจากรัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท หากพบว่ามีการเข้าไปบริหารหรือออกคำสั่งเกี่ยวกับหุ้นในระหว่างดำรงตำแหน่ง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 แสน ถึง 1 ล้านบาท
ฐานความผิดที่ 2 : การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม
กรณี หจก.บุรีเจริญฯ เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เช่น กรมทางหลวง และการรถไฟแห่งประเทศไทย กว่า 2,000 ล้านบาท ในช่วงที่นายศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรี หากพบความผิดตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 126 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท
ฐานความผิดที่ 3 : ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล)
หากมีการใช้อำนาจหน้าที่จูงใจหรือทำให้เจ้าหน้าที่ยอมรับการเสนอราคา เพื่อให้ หจก. ที่ตนเป็นเจ้าของชนะประมูลงานรัฐ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 7 ปี ถึง 20 ปี หรือ **จำคุกตลอดชีวิต** และปรับสูงสุด 4 แสนบาท
ฐานความผิดที่ 4 : จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ
การไม่ระบุเงินลงทุนใน หจก.บุรีเจริญฯ ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ทั้งช่วงเข้ารับตำแหน่งและพ้นตำแหน่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท และอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี
มติยกคำร้องของ ป.ป.ช. ครั้งนี้เป็นการหยุดยั้งไม่ให้คดีเข้าสู่กระบวนการของ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ส่งผลให้โทษจำคุกและการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งถูกตัดตอนลง
เปิดรายชื่อ 8 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้มีอำนาจชี้ชะตา
ปัจจุบัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั้งสิ้น 8 ท่าน จากจำนวนเต็ม 9 ตำแหน่ง (อยู่ระหว่างสรรหาทดแทนตำแหน่งที่ว่าง) ซึ่งเป็นองค์คณะที่ลงมติในกรณีสำคัญนี้
1.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข (ประธานกรรมการ ป.ป.ช.) อดีตผู้พิพากษาและอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
2. นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ อดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6
3. นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง
4. นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง อดีตรองประธานศาลฎีกา
5.นายประภาศ คงเอียด อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลางและอธิบดีกรมธนารักษ์
6. นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง อดีตอธิบดีอัยการ สำนักงานคณะกรรมการอัยการ
7.นายสุชาติ สุนทรีเกษม อดีตรองเลขาธิการ ป.ป.ช.
8.นายมนูภาน ยศธแสนย์ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
จับตา! ป.ป.ช.จ่อแจงปมกังขา ความต่างของ "ดุลยพินิจ" หรือ "ฟอกขาว"
มติดังกล่าวนำมาซึ่งคำถามใหญ่จากภาคประชาชนถึง "มาตรฐานสองระดับ" ของกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะเมื่อคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันกลับมีผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง นักกฎหมายหลายท่านมองว่านี่อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้การใช้ "นอมินี" ในทางการเมืองตรวจสอบได้ยากขึ้น
ขณะที่นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้รับมอบหมายให้เตรียมเปิดเผยรายละเอียดของเหตุผลประกอบมติยกคำร้องอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชน เพื่ออธิบายต่อสังคมว่ามี "ข้อเท็จจริงใหม่" หรือ "ประเด็นข้อกฎหมาย" ใดที่ทำให้คณะกรรมการเห็นแย้งกับข้อเท็จจริงในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ


