ศุภจีปรับทัพพาณิชย์ สู้วิกฤติค่าครองชีพ - คุมราคาสินค้า
“ศุภจี” รับเศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ เร่งปรับโครงสร้างกระทรวงพาณิชย์ คุมราคาสินค้า ดูแลค่าครองชีพ พร้อมจับตาปุ๋ยและสินค้าอุปโภคบริโภค
KEY
POINTS
- รมว.พาณิชย์ ประกาศปรับโครงสร้างการทำงานของกระทรวงครั้งใหญ่ เพื่อรับมือวิกฤตค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงานโลก
- เสริมความแข็งแกร่งให้กรมการค้าภายในเพื่อดูแลและควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยตรง พร้อมดึงผู้เชี่ยวชาญร่วมกำหนดนโยบาย
- เตรียมมาตรการดูแลราคาสินค้าจำเป็นที่อาจปรับตัวสูงขึ้น เช่น ปุ๋ยเคมี และน้ำมันปาล์ม เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกร
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศเร่งปรับโครงสร้างการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ที่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทย ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวช้า และแรงกดดันจากวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าเพิ่มสูงขึ้น
ภายหลังข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีเปิดเผยว่า การกลับมารับหน้าที่ครั้งนี้มีความท้าทายมากกว่าที่ผ่านมา เพราะไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจที่ยังเติบโตไม่เต็มศักยภาพ และผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์เตรียมปรับทัพภายใน โดยเฉพาะการเสริมกำลังกรมการค้าภายในให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเพิ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาร่วมกำหนดนโยบายในประเด็นสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และตลาดส่งออกหลัก เช่น จีน อาเซียน สหรัฐฯ และยุโรป
นอกจากนี้ ยังจะใช้รูปแบบการทำงานแบบบูรณาการ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคเกษตร เพื่อวางแนวทางรับมือทั้งปัญหาราคาสินค้า การผลิต และการส่งออกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นางศุภจียืนยันว่า แม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่ไม่รู้สึกท้อถอย กลับมองว่าเป็นแรงผลักดันให้ต้องเร่งทำงานหนักขึ้น เพื่อประคองเศรษฐกิจและดูแลประชาชนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติ โดยระบุว่ารัฐบาลเข้าใจความกังวลของประชาชนที่ต้องเผชิญค่าครองชีพสูงขึ้นจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และพร้อมดำเนินมาตรการดูแลอย่างเต็มที่
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์กำลังจับตา คือ สถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมี ซึ่งเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น แม้ปัจจุบันปุ๋ยในประเทศยังมีเพียงพอถึงกลางเดือนพฤษภาคม แต่ปุ๋ยล็อตใหม่จากมาเลเซียและบรูไนมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางยังติดปัญหาด้านเส้นทางขนส่ง
รัฐบาลจึงต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าทดแทนจากประเทศอื่น เช่น รัสเซีย ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาการปรับราคาปุ๋ยอย่างรอบคอบ และเตรียมใช้โครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร
ในส่วนของสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายรายยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้า เช่น น้ำมันปาล์มบรรจุขวด แชมพู และสบู่ โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มที่มีผู้ประกอบการ 4 รายยื่นขอปรับราคา แต่กระทรวงยังไม่ได้อนุมัติ และอยู่ระหว่างหารือเพื่อกำหนดแนวทางทยอยปรับขึ้นอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคและป้องกันปัญหาสินค้าขาดตลาด
โดยนางศุภจีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่า แนวโน้มราคาสินค้าในระยะต่อไปมีโอกาสปรับสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นตลอดทั้งเดือน ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว แม้เงินเฟ้อในเดือนมีนาคมยังติดลบอยู่ก็ตาม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องดำเนินมาตรการอย่างระมัดระวัง ระหว่างการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและการไม่บิดเบือนต้นทุนมากเกินไป โดยย้ำว่าทุกการตัดสินใจจะยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก


