"โรม" เปิดโปง "เสี่ยตือ" พัวพันแก๊งสแกมเมอร์ - กักตุนน้ำมัน
"รังสิมันต์ โรม" เปิดโปง "เสี่ยตือ" พัวพันเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ - กักตุนน้ำมัน พบสายสัมพันธ์ลึกซึ้งพรรคดัง-โยงหนี้สินระดับรัฐมนตรี
5 ก.ย. 2567 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้จัดแถลงข่าวเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติ โดยพุ่งเป้าไปที่บุคคลที่ชื่อ "เสี่ยตือ" ซึ่งระบุว่าเป็นตัวการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนอย่างมหาศาล
เปิดความเชื่อมโยง "ทุนสีเทา" กับ "พรรคการเมือง"
นายรังสิมันต์ระบุว่า จากการตรวจสอบพบความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาระหว่าง "เสี่ยตือ" กับบุคคลในรัฐบาลและพรรคการเมืองใหญ่ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
- เงินบริจาคพรรคการเมือง : พบข้อมูลว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2561 คนในครอบครัวของเสี่ยตือได้มีการบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท ให้กับ พรรคภูมิใจไทย
- สถานะลูกหนี้รัฐมนตรี : ข้อมูลจากการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ของ นายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (สังกัดพรรคภูมิใจไทย) พบว่าบริษัทในเครือข่ายของเสี่ยตือ มีสถานะเป็น "ลูกหนี้" ของนายพิพัฒน์ โดยมีสัญญากู้ยืมเงิน 2 ฉบับ รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการชำระคืนตามกำหนด
ข้อสงสัยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นายรังสิมันต์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยระบุว่าแม้จะมีหลักฐานความเชื่อมโยงของเสี่ยตือกับขบวนการสแกมเมอร์และการกักตุนน้ำมันผิดกฎหมาย แต่กระบวนการทางกฎหมายกลับเป็นไปอย่างล่าช้า และยังไม่มีการออกหมายจับหรือดำเนินการอย่างเด็ดขาด
"สิ่งที่เราเห็นคือสายสัมพันธ์ที่พัวพันกันระหว่าง ทุนที่ถูกกล่าวหาว่าสีเทา เงินบริจาคพรรคการเมือง และหนี้สินส่วนตัวของระดับรัฐมนตรี เรื่องนี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่ รัฐบาลต้องมีคำตอบให้ประชาชน" นายรังสิมันต์ กล่าว
จี้รัฐบาลกวาดล้างขบวนการข้ามชาติ
ในการแถลงข่าวครั้งนี้ นายรังสิมันต์ได้เรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร แสดงความจริงใจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและกลุ่มทุนสีเทา โดยต้องไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ทางการเมืองมาอยู่เหนือความถูกต้อง และควรเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามหลักฐานที่ปรากฏอย่างตรงไปตรงมา
ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ยืนยันว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การตรวจสอบในชั้นกรรมาธิการและกลไกของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป เพื่อติดตามความคืบหน้าและกดดันให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเท่าเทียมกัน ทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น


