
พับเงินกู้ไทย-กัมพูชา จีนคว้าพุงปลาไปกิน
ข้อความลับของหน่วยงานความมั่นคง ส่งถึงที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2554 ระบุถึงบริษัทรับเหมาที่เกี่ยวข้องกับคนระดับบิ๊กของกัมพูชา
ข้อความลับของหน่วยงานความมั่นคง ส่งถึงที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2554 ระบุถึงบริษัทรับเหมาที่เกี่ยวข้องกับคนระดับบิ๊กของกัมพูชา
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ข้อความลับของหน่วยงานความมั่นคง ส่งถึงที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2554 ระบุถึงบริษัทรับเหมาที่เกี่ยวข้องกับคนระดับบิ๊กของกัมพูชา
โดยบริษัทนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นผู้ก่อสร้างถนนเข้าใกล้วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระและปราสาทพระวิหาร เป็นต้นเหตุของการปะทะเดือดครั้งแรก
เมื่อทางฝ่ายไทยได้เรียกร้องให้เขมรยุติการก่อสร้างถนนในพื้นที่ที่ยังตกลงกันไม่เรียบร้อย แต่เมื่อกัมพูชาไม่ฟัง ไทยจึงต้องเริ่มสร้างถนนจากฝั่งไทยเข้าไปบ้าง
สุดท้ายก็กลายเป็นความขุ่นเคือง!!!
ประเทศไทยเคยมีเงินกู้และเงินให้เปล่าแก่กัมพูชาเพื่อสร้างถนนเชื่อมชายแดนหลายเส้นทาง แต่ถนนเส้นที่เกิดปัญหาบาดหมางกันนั้น ไม่อยู่ในแผนความร่วมมือใดๆ
ขณะที่วงการธุรกิจข้ามชาติ ต่างทราบดีว่าฮุนเซนไม่ใช่แค่ผู้บริหารประเทศเท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจในกัมพูชาหลายอย่าง
เมื่อหลายปีก่อนสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ก็มีการพูดถึงเงินฝากและทรัพย์สินของฮุนเซนที่อยู่ในเมืองไทย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครตรวจสอบพบ
ที่ผ่านมาประเทศไทยเชื่อมสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกัมพูชาผ่านสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ซึ่งได้ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่เขมรก่อสร้างถนน 2 เส้นทาง
ได้แก่ เส้นทาง R 48 สายตราด เกาะกงสะแรอัมเปิล ระยะทาง 151.50 กิโลเมตร มูลค่า 567 ล้านบาท
สองคือเส้นทาง R 67 อันลองเวงเสียมราฐ ระยะทาง 131 กิโลเมตร มูลค่า 1,250 ล้านบาท ซึ่งสร้างเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว และทางเขมรได้จ่ายชำระหนี้ตามสัญญา แม้ว่าจะมีปัญหาความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น
ภายหลังจากที่ความรู้สึกระหว่างไทยกัมพูชาคุกรุ่น รัฐบาลฮุนเซนก็เริ่มหันไปกู้เงินเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศ จากประเทศจีน ซึ่งก็ถือเป็น “แบ็กอัพ” ใหญ่ ตัวจริงเสียงจริงของฝั่งกัมพูชา
นายอรรคศิริ บุรณศิริ ผู้อำนวยการ สพพ. กล่าวว่า ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา ส่งผลให้ขณะนี้ สพพ.ต้องหยุดการเจรจาหารือเรื่องความช่วยเหลือทางการเงินในการสร้างถนนกับทางกัมพูชาออกไปก่อน
“ปัจจุบันเส้นทางหลักๆ ที่ขยายมี 3 ด่านคือโอร์เสม็ด ช่องจอมและเกาะกง เราพยายามขยายเส้นทางไปเรื่อยๆ เพื่อช่วยการค้าชายแดน เอาสินค้าพวกผลไม้ไปขาย เช่น จากจันทบุรี ตราด ผ่านกัมพูชา ออกเวียดนาม” ผู้อำนวยการ สพพ. ระบุ
สิ่งที่ฝ่ายไทยเล็งเห็นก็คือ ประโยชน์ของการปล่อยกู้ที่กำหนดเงื่อนไขว่า กัมพูชาต้องใช้บริษัทก่อสร้างถนนของคนไทย และซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างจากไทยเท่านั้น
ดังนั้น การชะลอการปล่อยกู้เพื่อลงทุนขยายถนนในกัมพูชาออกไปไม่มีกำหนด ทำให้บริษัทรับเหมาไทยส่วนหนึ่งต้องเสียรายได้
อีกทั้งไทยต้องเสียโอกาส จากการขยายเส้นทางขนส่งสินค้าไทยให้คล่องตัว โดยเฉพาะสินค้าเกษตรทำให้ผู้อำนวยการ สพพ. มองว่า การพับแผนเงินกู้เที่ยวนี้ จึงไม่น่าเป็นผลบวกกับเศรษฐกิจไทยนัก
นายอรรคศิริ กล่าวว่า ในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา ทางกัมพูชาเคยขอยกเลิกความช่วยเหลือทางการเงินจาก สพพ. ในการสร้างถนน R68 มูลค่า 700800 ล้านบาท
เนื่องจากไม่พอใจเรื่องการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารมาแล้ว โดยทางกัมพูชาหันไปขอเงินกู้จากประเทศจีนแทน
โดยที่ผ่านมาจีนต้องการเข้ามาเป็นพี่ใหญ่ในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงอยู่แล้ว ไม่เฉพาะปล่อยกู้ให้กัมพูชาเท่านั้น แต่จีนยังปล่อยให้ลาว และเวียดนามอีกด้วย
ไม่ต่างจากยุคหนึ่งที่ญี่ปุ่นอาศัยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างไจกา เป็นหัวหอกเข้าไปช่วยประเทศกำลังพัฒนาสร้างถนนหนทาง
เรียกได้ว่าจีนมาโปรยเงินซื้อใจประเทศในภูมิภาคนี้ไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอ่อนแอ
“เชื่อว่าเมื่อปัญหาชายแดนสงบ เราน่าจะคุยกันได้อีกครั้ง เพราะจริงๆ แล้วกัมพูชาอยากพึ่งพาหลายประเทศ ไม่ต้องการกู้จากประเทศจีนแห่งเดียว” นายอรรคศิริ ระบุ
หลายฝ่ายเชื่อว่าปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นแค่ชั่วคราว สุดท้ายแล้วเพื่อนบ้านรั้วติดกันยังต้องพึ่งพากันทางเศรษฐกิจต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนปี 2558 ยังเป็นตัวเร่งให้ไทยมองข้ามชายแดนประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้
เพราะไทยอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบที่สุด สามารถเป็นศูนย์กลางส่งออกสินค้าไปทุกทิศทุกทาง จากตอนเหนือจรดตอนใต้ของเอเชีย หรือจากเส้นทางตะวันออกไปตะวันตก
สุดท้ายความบาดหมางที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเหตุการณ์แค่ชั่วคราว
เพราะการเมืองมาแล้วก็ไป แต่คนไทยต้องกินต้องใช้อยู่ตลอด ซึ่งแน่นอนว่าคนกัมพูชาก็คงมีมุมมองไม่ต่างกัน







