posttoday

นโยบายรัฐบาลอนุทิน ไม่สะท้อนวิกฤต ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่ยึดหลักการ

09 เมษายน 2569

“วีระยุทธ” ชี้นโยบายรัฐบาลอนุทินไม่สะท้อนวิกฤต ไม่กล้าตัดสินใจ-ไม่ยึดหลักการ แนะทำนโยบายเชิงรุก-เชิงรับ พลิก “วิกฤต” เป็น “ภารกิจเพิ่มความมั่นคงพลังงานไทย”

9 เม.ย. 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนและ สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล

 

วีระยุทธเริ่มต้นด้วยการวิจารณ์ถึงความล่าช้าในการตัดสินใจและการจัดการวิกฤตน้ำมันจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ในภาวะวิกฤต ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาล "เดินนำหน้าประชาชน" อย่างน้อยหนึ่งก้าว แต่รัฐบาล "เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว" ทั้งการตรวจสอบจับกุมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การริ่เริมตรวจสอบค่าการกลั่น และยอมรับว่าขณะนี้ประเทศเผชิญกับวิกฤต ซึ่งล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น 3-5 สัปดาห์ 

 

การเดินตามหลังประชาชนดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเนื้อหาของคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการทำนโยบายในภาวะวิกฤต ราวกับว่าประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เผชิญวิกฤตแต่อย่างใด

 

วีระยุทธชี้ว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังในขณะนี้คือ การแสดงทิศทางที่ชัดเจนให้ประชาชนรับทราบเพื่อบรรเทาความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นการระบุให้ชัดเจนในการจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยได้ยกตัวอย่างนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ซึ่งปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 2554 แต่กลับไม่ปรากฏในคำแถลงของรัฐบาลอนุทินปี  2569 ทั้งที่วิกฤตน้ำมันในปัจจุบันมีความรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งนั้นหลายเท่า

นโยบายรัฐบาลอนุทิน ไม่สะท้อนวิกฤต ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่ยึดหลักการ

ในส่วนของการเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบระยะกลาง วีระยุทธเสนอว่ารัฐบาลต้องวางแผนโดยอิงจาก "ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด" ก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไป 4-5 เดือน และส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี 2569 ผลกระทบจะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่อย่างไร ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนเที่ยวบินลดลงกว่าร้อยละ 65 ในเดือนมีนาคม ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย อาหารทะเล และความสั่นคลอนของตลาดส่งออกข้าวและปลาทูน่า ซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ทั้งนี้ วีระยุทธย้ำว่าการเตรียมการดังกล่าวต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ดำเนินการแบบเหมารวม

 

นอกจากการมีนโยบายเชิงรับ วีระยุทธเสนอว่าจำเป็นต้องมีนโยบายเชิงรุกควบคู่กันไปด้วย โดยตนเสนอให้รัฐบาลประกาศ "ภารกิจแห่งชาติ" อย่างหนักแน่นมุ่งมั่น นั่นคือ "การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศไทย" โดยมั่นคงหมายถึงต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเอื้อมถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอก ชน และประชาชนทุกระดับ ร่วมกันเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

 

การสร้างความมั่นคงทางพลังงานต้องดำเนินการพร้อมกันสามแนวทาง ได้แก่  การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ  ทั้งนี้ การใช้กลไกรัฐบังคับเพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐจำเป็นต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า หากประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุคใหม่ สู่ยุคที่มีความมั่นคงทางพลังงานแล้ว แต่ละคนจะมีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร การทำนโยบายในภาวะวิกฤตจึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงเชิงรับ แต่ต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยเพื่อทำให้ทุกคนทุกองคาพยพในประเทศเห็นเป้าหมายเดียวกัน

นโยบายรัฐบาลอนุทิน ไม่สะท้อนวิกฤต ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่ยึดหลักการ

อย่างไรก็ดี แม้นโยบายจะถูกออกแบบมาอย่างดีเพียงใด แต่ความสำเร็จมักมีปัจจัยมาจาก “ส่วนผสมของรัฐบาล”  วีระยุทธวิเคราะห์โครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่ม "การเมืองบ้านใหญ่" กับกลุ่ม "เทคโนแครต" โดยแต่ละฝ่ายต่างยินยอม "ปิดตา" ข้างหนึ่งให้แก่กันและกันเพื่อธำรงการอยู่ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมได้รับแต่จุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่ยึดหลักการ 

 

วีระยุทธเรียกระบอบการปกครองในลักษณะนี้ว่า "ปิดตาธิปไตย" โดยยกกรณีการลักลอบกักตุนน้ำมันกลางทะเลปริมาณ 57 ล้านลิตรเป็นตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะแต่ละฝ่ายต่างหลับตาให้แก่กัน เริ่มจากนายกฯ ดันหลังให้คนที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงเวลาตรึงราคาน้ำมัน โดยเทคโนแครตไม่แย้งอะไรเลย ไม่ผลักดันเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการติดตามยานพาหนะขนส่งน้ำมันด้วยระบบ GPS แบบเรียลไทม์

 

วีระยุทธตั้งคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสภาพเช่นใด พร้อมเตือนว่าไม่ควรซ้ำรอยการออกจากวิกฤตโควิด-19 ที่แม้จะใช้เงินกู้ไปกว่า 1.9 ล้านล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ถูกนำไปกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น จนทำให้หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น แทนที่จะนำไปลงทุนสร้างอนาคตของประเทศ ทำให้ประเทศไทยออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอม ทั้งที่ประเทศไทยเคยมีบทเรียนที่ดีกว่านั้น จากวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2516-2519 ที่ในที่สุดสามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาสู่การผลิตเพื่อการส่งออก จนออกจากวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม

 

ในช่วงท้ายวีระยุทธกล่าวสรุปว่า ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม

ข่าวล่าสุด

BCP ย้ำธรรมาภิบาลก่อน AGM 10 เม.ย. เปิดข้อมูลโปร่งใส ชูสิทธิผู้ถือหุ้นกำหนดอนาคต