อภิสิทธิ์-กรณ์จี้รัฐบาลลดค่าการกลั่นอุดหนุนกองทุนน้ำมันช่วยประชาชน
“อภิสิทธิ์-กรณ์” จี้รัฐบาลดึงค่าการกลั่นส่วนเกินจ่ายคืนกองทุนน้ำมันหลังพบพุ่ง 3 เท่า เพื่อลดภาระการคลังและช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตพลังงานจากราคาดีเซลที่พุ่งสูง
KEY
POINTS
- อภิสิทธิ์-กรณ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเข้าควบคุมและดึงเงินส่วนเกินจาก ค่าการกลั่น ที่พุ่งสูงขึ้น 3 เท่า มาใช้สมทบกองทุนน้ำมันเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ
- ปัจจุบันรัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมันชดเชยราคาดีเซลสูงถึง 16.97 บาทต่อลิตร เพื่อคงราคาขายปลีกที่ 29.94 บาท ซึ่งมาตรการนี้จะครบกำหนดในวันที่ 17 มีนาคม
- หากกระทรวงพาณิชย์ควบคุมค่าการกลั่นให้กลับสู่ระดับปกติที่ 2 บาทต่อลิตร จะสามารถลดราคาน้ำมันให้ประชาชนได้ทันที 4 บาทต่อลิตรโดยไม่ต้องใช้เงินอุดหนุนเพิ่ม
อภิสิทธิ์ชงรื้อโครงสร้างราคาพลังงานแก้วิกฤตการณ์
สถานการณ์วิกฤตพลังงานในปัจจุบันกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อค่าครองชีพของประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเพื่อส่งสารถึงรัฐบาล โดยเรียกร้องให้มีการทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ก๊าซ หรือไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของ "ค่าการกลั่น" ที่พบว่ามีการปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ผิดปกติในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า รัฐบาลควรนำเงินส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจากค่าการกลั่นนี้มาจ่ายสมทบเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นกำไรส่วนเกินของภาคเอกชน เนื่องจากปัจจุบันกองทุนน้ำมันต้องรับภาระหนักในการตรึงราคาน้ำมันดีเซล โดยใช้เงินอุดหนุนสูงถึงเกือบ 16 บาทต่อลิตร ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป จะกลายเป็นภาระหนี้สินมหาศาลที่ประชาชนต้องแบกรับคืนในอนาคต ดังนั้นการบริหารจัดการค่าการกลั่นให้กลับสู่ระดับที่เหมาะสมจึงเป็นทางออกที่ยุติธรรมที่สุดต่อทุกฝ่ายในยามวิกฤต
กรณ์แนะคุมค่าการกลั่นลดราคาน้ำมันทันที4บาทต่อลิตร
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงสถานะของกองทุนน้ำมันว่า ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่ทราบถึงตัวเลขการชดเชยที่แท้จริง โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันต้องจ่ายชดเชยราคาน้ำมันดีเซลสูงถึง 16.97 บาทต่อลิตร และชดเชยแก๊สโซฮอล 91 และ 95 ในอัตรา 7.41 บาทต่อลิตร เพื่อรักษาเพดานราคาน้ำมันดีเซลหน้าสถานีบริการให้คงอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตรตามนโยบายของรัฐบาลที่จะสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 17 มีนาคมนี้
ประเด็นสำคัญที่นายกรณ์เน้นย้ำคือ บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการควบคุมค่าการกลั่น ซึ่งพุ่งสูงจากลิตรละ 2 บาท เป็น 6 บาท ภายในระยะเวลาเพียง 10 วัน นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่าการปล่อยให้ค่าการกลั่นสูงเช่นนี้ เท่ากับรัฐบาลกำลังนำเงินภาษีหรือเงินกองทุนของประชาชนไปจ่ายเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นให้กับบริษัทโรงกลั่นน้ำมันโดยไม่จำเป็น หากกระทรวงพาณิชย์สามารถเข้าแทรกแซงและควบคุมให้ค่าการกลั่นกลับมาอยู่ที่ระดับปกติคือ 2 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้ทันทีถึง 4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันและลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้โดยตรง
จี้รัฐเร่งตัดสินใจก่อนครบกำหนดตรึงราคาดีเซลนี้
ข้อเสนอจากนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ มุ่งเน้นไปที่การใช้กลไกของรัฐในการกำกับดูแลกำไรส่วนเกินของภาคเอกชนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยมองว่าในสภาวะวิกฤตไม่ควรมีกลุ่มทุนใดแสวงหากำไรเกินควรบนความเดือดร้อนของประชาชน การนำค่าการกลั่นส่วนเกินมาเติมในกองทุนน้ำมันจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนสามารถตรึงราคาได้นานขึ้นโดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่มจนเกินตัว
ขณะที่มาตรการตรึงราคาปัจจุบันกำลังจะครบกำหนดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบว่าจะปรับขึ้นราคาตามกลไกตลาดเพื่อสร้างแรงจูงใจในการประหยัด หรือจะเลือกเข้าควบคุมค่าการกลั่นตามข้อเสนอเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจต่อไป


