posttoday
'ถอดรหัสความรุนแรง'ชุมนุมที่ไม่มีจุดลงตัว...

'ถอดรหัสความรุนแรง'ชุมนุมที่ไม่มีจุดลงตัว...

10 กุมภาพันธ์ 2554

...ชลธิชา เหลิมทอง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) ได้มีการนำเสนอรายงาน “บทเรียนจากการชุมนุมและความรุนแรงทางการเมืองในช่วงเดือน มี.ค.พ.ค. 2553” โดยโครงการยุทธศาสตร์สันติวิธีสำหรับสังคมไทยในศตวรรษที่ 21

นายมาร์ค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่า บทเรียนที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมที่ผ่านมา ชี้ว่า สาเหตุที่ทำให้การประท้วงอย่างสันติจบลงด้วยความรุนแรงเกิดจากกระบวนการตัดสินใจของสองฝ่ายมีปัญหา เพราะการเข้าใจความหมายของคำว่า “การไม่ใช้ความรุนแรง” “การใช้ความรุนแรง” และ “สันติวิธี” ไม่ตรงกัน บางเหตุการณ์อีกกลุ่มบอกว่ารุนแรงอีกกลุ่มอาจจะบอกว่าไม่รุนแรง ดังนั้นจึงเป็นปัญหาที่สังคมไทยต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันในเรื่องการชุมนุมโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพราะถ้าไม่พัฒนาความเข้าใจตรงนี้ จะทำให้เกิดปัญหาแบบนี้อีก ทั้งนี้ ถ้าอยากจะให้สันติวิธีเดินหน้า สังคมไทยต้องหาความหมายคำเหล่านี้ให้มีทิศทางเดียวกันมากที่สุด

นอกจากนี้ กระบวนการตัดสินใจที่เกิดขึ้นมีปัญหา เพราะลักษณะเฉพาะของความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบัน ต่างจากความขัดแย้งของการชุมนุมในอดีต เช่น การชุมนุมของสมัชชาคนจน ที่ปกติแล้ว เมื่อมีการชุมนุมก็จะมีการแก้ปัญหาด้วยการหาทางออกแบบ winwin

แต่ขณะนี้สังคมไทยกำลังเข้ามาสู่ความขัดแย้งที่อาจจะไม่มี winwin เพราะจุดยืนของคู่ขัดแย้งคือ ต้องการให้ฝ่ายหนึ่งแพ้ โดยฝ่ายหนึ่งอยากจะเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของสังคมที่เกี่ยวกับสถาบันสำคัญของประเทศ ทำให้การหา winwin เป็นเรื่องยาก เพราะอีกฝ่ายยืนยันไม่ให้เปลี่ยน และป้องกันเต็มที่

“ตรงนี้ทำให้การหาแนวทางการใช้ “สันติวิธี” เป็นไปด้วยความลำบาก สิ่งเดียวที่อาจทำได้ คือการสร้างบทสนทนาใหม่ร่วมกันของคนในสังคมว่า “ประเทศไทยควรจะอยู่อย่างไรถึงจะดีที่สุดสำหรับสังคมไทย” เพื่อให้พ้นกรอบอีกฝ่ายชนะอีกฝ่ายต้องแพ้

นอกจากนี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกิดจากการปฏิเสธโอกาสแนวทางสันติปรองดอง โดยความล้มเหลวของการชุมนุมในเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 คือ ความล้มเหลวของการเจรจาที่เกิดขึ้น 23 ครั้ง เพราะเป็นการเจรจาของคนที่มีโลกทัศน์ต่างกันมากเหมือนอยู่คนละโลกมาคุยกัน ดังนั้น สังคมไทยต้องศึกษาว่าจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อให้คนเหล่านี้เจรจากันให้ได้

อีกทั้งพบว่าควรมีการนิยามคำว่า “ความมั่นคง” ให้ตรงกันด้วย เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เรื่องนี้ถือว่า สำคัญมาก เพราะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่จะส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการเปลี่ยนแปลงของสังคมในระยาว ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับทางเลือกใหม่ๆ ให้มากกว่านี้ ไม่ใช่คิดว่ามีแค่สองทาง แต่ต้องหาความมั่นคงทางเลือกอื่นๆ ด้วย เพื่อให้สังคมไทยมีความมั่นคงที่ยั่งยืนที่สุด

นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รายงานนี้ไม่ได้ต้องการหาว่าใครถูกผิด และไม่ได้ตอบคำว่าความขัดแย้งเกิดจากอะไร แต่เราถามว่าเราได้บทเรียนอะไรจากความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อใช้ป้องกันแก้ไขเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงที่จะมีอีกแน่นอนในอนาคต

ทั้งนี้ ผลการวิจัยที่เก็บข้อมูลต่างๆ จากสื่อหนังสือพิมพ์เป็นหลัก สรุปว่า การประท้วงช่วงเดือน มี.ค.พ.ค. ที่เกิดขึ้นมี 408 เหตุการณ์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ 165 เหตุการณ์ และทำให้ลุกลามไปในพื้นที่อื่นๆ เช่น เชียงใหม่ 24 เหตุการณ์ ขอนแก่น 14 เหตุการณ์ นครราชสีมา 13 เหตุการณ์ ทั้งนี้การชุมนุมที่เกิดขึ้น 60% หรือ 247 เหตุการณ์ เป็นการชุมนุมที่ไม่ใช้ความรุนแรง ส่วนอีก 37% หรือ 153 เหตุการณ์ มีการใช้ความรุนแรงทั้งการปะทะ 16 ครั้ง การยิง 9 ครั้ง การระเบิด 58 ครั้ง และการเผา 70 ครั้ง

โดยความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของ “ผู้กระทำการที่ไม่รู้จัก” มากที่สุด จำนวน 86 เหตุการณ์ หรือ 98% ขณะที่คนเสื้อแดงมีการใช้ความรุนแรง 20 เหตุการณ์ ทหารและตำรวจ 18 เหตุการณ์ ขณะที่คนเสื้อเหลืองและกลุ่มเสื้อหลากสีไม่มีการใช้ความรุนแรง โดยการชุมนุมที่เกิดขึ้นมีผู้เสียชีวิต 92 คน และบาดเจ็บ 1,508 คน ถูกจับกุม 441 คน

สำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้น ช่วงแรกเป็นระเบิดไม่ได้มุ่งเอาชีวิต แต่เมื่อไม่ได้ผลจึงมีการใช้ระเบิดเพื่อมุ่งเอาชีวิต และช่วงแรก “กลุ่มที่ไม่รู้จัก” ใช้ความรุนแรงจำนวนมาก แต่หลังๆ นปช.เริ่มใช้ความรุนแรงมากขึ้น โดยในช่วงวันที่ 1723 พ.ค. คนเสื้อแดงมีการใช้ความรุนแรงถึง 35 เหตุการณ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่มีการใช้ความรุนแรงในช่วงวันที่ 1016 พ.ค. จำนวน 13 เหตุการณ์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท