
คลังชงครม.ลดรางวัลนำจับ ปิดช่องศุลกากรรีดเงินเอกชน
รมช.คลังลดประโยชน์ทับซ้อนข้าราชการศุลกากร ลดรางวัลสินบนนำจับปลดแอกเอกชน
รมช.คลังลดประโยชน์ทับซ้อนข้าราชการศุลกากร ลดรางวัลสินบนนำจับปลดแอกเอกชน
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 15 ก.พ. 2554 กระทรวงการคลังจะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายอัตราส่วนเงินรางวัลนำจับ จากเดิมคิดในอัตรา 25% เหลือ 15% และกำหนดเพดานไว้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อคดี เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่
ขณะที่สินบนนำจับจะคงในส่วนอัตราไว้ที่ 30% แต่กำหนดเพดานไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยในส่วนที่เกินจากเพดานให้นำส่งเข้าคลัง
นอกจากนั้น ภายใต้ร่างกฎหมายใหม่ ศาลจะมีความยืดหยุ่นในการตัดสินโทษ โดยลงโทษหนักที่สุดกับผู้ที่ลักลอบหรือตั้งใจกระทำผิด และกำหนดโทษที่เบากว่าหากเห็นว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ จากกฎหมายปัจจุบันศาลก็จะถูกบังคับให้ตัดสินโทษ หนักเต็มที่เท่ากับผู้ที่ตั้งใจกระทำผิด ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่หนักใจ
“เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ของนักลงทุน เพราะบางครั้งเกิดความผิดพลาดด้านเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ความผิดพลาดโดยไม่เจตนา หรือความผิดพลาดด้านเอกสาร” รมช.คลัง กล่าว
“จะช่วยให้การค้าลื่นไหลขึ้น ลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ทำให้ไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น และเป็นประเทศที่น่าลงทุนหลังเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558” นายประดิษฐ์ ระบุ
ผู้ประกอบการยังสามารถขอเอกสารใบอนุญาตที่จำเป็นทุกอย่าง รวมถึงการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่หน่วยราชการนั้นๆ แต่สามารถใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมระหว่างหน่วยราชการเข้าด้วยกัน รวมทั้งเปิดให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอสามารถขอคืนภาษีกรณีนำเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบผ่านระบบออนไลน์ได้
กรุงเทพฯ (9 กุมภาพันธ์ 2554) วันนี้นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงถึงโครงการปฏิรูปกรมศุลกากรที่พึ่งเสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นประเทศที่เหมาะสำหรับการเข้ามาดำเนินธุรกิจ
นับตั้งแต่กรมศุลกากรก่อตั้งมาเมื่อ 136 ปีที่แล้ว โครงการปฏิรูปดังกล่าวได้ส่งผลในทางบวกและก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครอบคลุมรอบด้านที่สุด ซึ่งรวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายศุลกากรฉบับใหม่ และ การปรับปรุงระเบียบข้อบังคับของกรมศุลกากร
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมศุลกากร เปิดเผยว่า “ธุรกิจในประเทศไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นหลังการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จบนสภาพแวดล้อมใหม่ทางเศรษฐกิจ”
“กระบวนการปฏิรูปนี้ใช้เวลาทั้งหมดเกือบสองปี ผ่านอธิบดีกรมศุลกากร 4 คน แต่เราก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยดี โดยได้รับคำแนะนำจากหอการค้าประเทศต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับปัญหา และอุปสรรคที่สำคัญ ในการติดต่อกับกรมศุลกากร”
ส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปกรมศุลกากร คือ ร่างกฎหมายใหม่ซึ่งมีเป้าหมายที่จะลดอัตราส่วนเงินรางวัลจากค่าปรับของผู้กระทำผิดที่จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรจาก 25% เหลือ 15% และกำหนดเพดานเงินรางวัลไว้ที่ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อกรณี
“การกำหนดเพดานและลดอัตราส่วนเงินรางวัลเป็นการขจัดผลประโยชน์ทับซ้อนสำหรับเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับการค้า ขณะเดียวกันเราก็ยังคงแรงจูงใจเอาไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ” นายประดิษฐ์ กล่าว
ด้านนายปีเตอร์ เอเลียต ประธานหอการค้าสหรัฐในประเทศไทย กล่าวว่า ร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดบทลงโทษที่มีความยืดหยุ่นตามความหนักเบาของการกระทำความผิด นอกจากนั้นในร่างกฎหมายใหม่นี้ ยังทำให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะนำเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ท่านยังได้ทำให้เกิดระบบการประเมินภาษีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จะช่วยให้การทำธุรกิจในประเทศไทยมีความสะดวก และช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในฐานะที่เป็นฐานการผลิตและจุดหมายที่ต่างชาติเลือกมาลงทุนนายประดิษฐ์ กล่าวว่า “ร่างกฎหมายใหม่นี้ จะทำให้เกิดความโปร่งใสและความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎระเบียบ และยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ยื่นอุทธรณ์ให้ศาลตัดสินในคำวินิจฉัยของกรมศุลกากร”
“ภายใต้กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หากมีการนำข้อพิพาทกับกรมศุลกากรขึ้นสู่ศาล แล้วแพ้คดี ศาลจะถูกบังคับให้ต้องกำหนดโทษแบบตายตัว ซึ่งอาจจะสูงกว่าอัตราที่คุณต้องเสีย กรณีขอประนีประนอมยอมความกับกรมศุลกากร 20 หรือ 30 เท่า”
“การกำหนดอัตราโทษที่สูงมากนี่เอง ทำให้แทบไม่มีใครอยากเสี่ยงฟ้องกรมศุลกากร ประชาชนจึงเลือกที่อยู่กับปัญหาเดิมๆ ต่อไป โดยยอมเสียค่าปรับให้กรมศุลกากรเพื่อให้เรื่องจบๆ กันไป ถึงแม้ว่าตนเองจะเห็นว่าคำวินิจฉัยนั้นไม่สมเหตุสมผลก็ตาม” นายประดิษฐ์ กล่าว
“ความยืดหยุ่นนี้จะช่วยให้การขึ้นศาลมีความเสี่ยงน้อยลง และผมเชื่อว่าการที่ประชาชนสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ง่ายขึ้น ทำให้การบังคับใช้กฎระเบียบของกรมศุลกากรมีความเที่ยงธรรมและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อที่จะได้แก้ต่างให้ตัวเองในศาลได้” นายประดิษฐ์กล่าว
นายประดิษฐ์ กล่าวว่า การแก้ไขปรับปรุงระเบียบของกรมศุลกากร ส่วนหนึ่งได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว โดยกรมศุลกากรสามารถแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบถึงอัตราภาษีอากรที่ต้องเสียสำหรับเครื่องจักร วัตถุดิบ หรือสินค้าที่ต้องการนำเข้า ก่อนที่จะมีการสั่งซื้อหรือนำเข้ามาจริง ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเป็นหลักประกันว่าการคิดคำนวณภาษีจะอยู่ในบรรทัดฐานเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีบริการใหม่ที่บอกให้ผู้ประกอบการทราบล่วงหน้าว่ามีใบอนุญาตอะไรบ้างที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการนำเข้าและส่งออกของสินค้าบางอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าและผิดพลาด กรมศุลกากรยังได้เปิดเว็บไซต์ใหม่ซึ่งเลียนแบบมาจากเว็บไซต์ศุลกากรของประเทศสิงโปร์ เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมได้หลายอย่างโดยผ่านระบบออนไลน์ เป็นการช่วยผู้ประกอบการประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาที่จะต้องใช้ในการเดินทางติดต่อกับหน่วยงานราชการต่างๆ







