ตั้งรัฐบาลไม่ทัน งบปี69 สะดุด 30% เงินหายจากระบบ 1 ล้านล้าน
ปลัดดีอีประเมิน หากการเมืองยืดเยื้อจนเบิกจ่ายงบ 3 ล้านล้านบาทได้เพียง 70% เศรษฐกิจไทยจะสูญเม็ดเงินมหาศาล กระทบเป้าหมายจีดีพี 3%
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมือง ขณะนี้เกิดปัญหาด้านการนับคะแนนการเลือกตั้งยังไม่สิ้นสุด ว่า การเลือกตั้งไม่ว่าออกมาเป็นสีอะไร ขอให้จบเร็ว รีบเดินหน้า อย่ามัวแต่นั่งถกเถียงหรือนับคะแนนกันไปมา เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ความเชื่อมั่นของประเทศ” หากการนับคะแนนยังไม่นิ่ง ความเชื่อมั่นก็ไม่เกิด
ถ้ายุติได้เร็ว ตั้งรัฐบาลได้เร็ว ประเทศก็จะเดินหน้าต่อได้เร็วที่สุด ยิ่งถกเถียงกันไปมาในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจแย่อยู่แล้ว ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก ตอนนี้แทบไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้ว ใครก็ได้ ขอให้รีบเข้ามาทำงาน
หากรัฐบาลจัดตั้งไม่ทันตามกรอบเดิม เช่น เลื่อนไปหลังเดือนมิถุนายน จะส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะจะเท่ากับว่าไม่สามารถใช้งบประมาณปี 2569 ไม่ได้เต็มที่ งบประมาณทั้งปีอยู่ที่ราว 3 ล้านล้านบาท หากใช้ได้เพียง 70% เท่ากับว่าเงินหายไปถึง 1 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้หายไปจากระบบเศรษฐกิจโดยตรง และย่อมกระทบต่อการเติบโตของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายจีดีพีที่อยากให้ถึง 3% ก็จะทำได้ยาก หากงบประมาณไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามแผน
โดยศักยภาพพื้นฐาน ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ประเทศไทยควรเติบโตได้ราว 2% กว่า จากการประเมินร่วมกับเวิร์ลแบงก์ แต่ที่ตัวเลขลดลงมาเหลือประมาณ 1.6% เป็นการประเมินบนสมมติฐานพื้นฐาน ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หากมีนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นเข้ามา ตัวเลขก็มีโอกาสปรับดีขึ้น นโยบายกระตุ้นจะเป็นอย่างไรก็ได้ ที่สามารถอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้โดยตรง แค่เป็นมาตรการที่ทำให้เงินหมุนในระบบก็เพียงพอ ไม่งั้นเศรษฐกิจจะเหือดแห้งมากขึ้น
เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมไม่มีจุดไหนที่ดี ประเทศต่าง ๆ เผชิญปัญหาพร้อมกันทั้งหมด ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพากำลังภายในประเทศเป็นหลัก สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด ด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามกติกา ไม่ใช่การนำเงินไปอยู่ในกระเป๋าใคร แต่ต้องเป็นเงินที่หมุนในระบบจริง ข้อเสนอที่ทำได้ทันทีคือเร่งการเบิกจ่ายภาครัฐ เพราะกลไกของรัฐต้องเป็นเครื่องมือหลักในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน เงินฝึกอบรม หรืองบประจำต่าง ๆ ควรเร่งจ่ายให้เร็วที่สุด
หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ปัญหาจะยิ่งมากขึ้น เพราะหลายเรื่องไม่สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะงบลงทุน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยตรง ดังนั้น การใช้จ่ายของภาครัฐทุกช่องทางที่สามารถทำได้ ควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด
ในแง่ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ อาจมีผลบ้าง แต่ในภาพรวมผลกระทบถูกจำกัดไว้แล้ว เนื่องจากกรอบงบประมาณกำหนดให้ขาดดุนน้อยกว่าปีก่อน ซึ่งถือเป็นข้อดีในเชิงนโยบาย แม้ในอีกด้านหนึ่งจะหมายถึงเม็ดเงินในระบบที่ลดลง หากใช้นโยบายเกินตัวและไม่สามารถจัดเก็บภาษีมาชดเชยได้ จะยิ่งสร้างปัญหามากกว่าเดิม ดังนั้น นโยบายต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม
นายพชรกล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ คือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ปีที่ผ่านมา ไทยตกอันดับความสามารถทางดิจิทัลจากอันดับ 37 มาอยู่ที่ 38 และตามหลังมาเลเซีย 4 อันดับ ในการจัดอันดับ World Digital Competitiveness Ranking (WDCR) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยังเชื่อมโยงกับการประเมินเครดิตเรตติ้งในระดับสากลด้วย
“เป้าหมายในปีนี้ของกระทรวงดีอีฯ คือ อย่างน้อยต้องไม่ให้อันดับถอยลง และต้องขยับเข้าใกล้มาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันอยู่อันดับราว 32–33 ขณะที่ไทยอยู่ที่ 38 ต้องไม่ลดลงจากเดิม”
ที่ผ่านมา การจัดทำข้อมูลเพื่อประเมิน WDCR ใช้รูปแบบคณะกรรมการเฉพาะกิจภายใต้อำนาจฝ่ายบริหาร ทำให้ขาดความต่อเนื่องและความชัดเจนด้านความรับผิดชอบ ปัจจุบัน กระทรวงดิจิทัลฯ ได้นำโครงสร้างตามกฎหมายพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติมาใช้ โดยตั้งคณะกรรมการตามกฎหมายรับผิดชอบโดยตรงอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ การประเมิน WDCR มีตัวชี้วัดทั้งหมด 47 ตัว แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา การขับเคลื่อนจึงจะทำผ่านองค์กรที่มีสถานะตามกฎหมาย มีตัวตนชัดเจน และสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว


