อนุทิน ปราศรัยใหญ่สวนลุมฯ เน้นปกป้องชาติและสถาบัน สร้างเศรษฐกิจ
นายอนุทินลั่นกลางสวนลุมฯ ชูภูมิใจไทยเบอร์ 37 ปกป้องอธิปไตย-รักษาสถาบัน ยันไม่แก้ ม.112 พร้อมเปิดตัวทีมเศรษฐกิจกอบกู้ศักดิ์ศรีไทยบนเวทีโลก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ณ สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 โดยย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกพรรคทั้งสองใบเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาสถาบันหลักของชาติ
หัวหน้าพรรคได้กล่าวขอบคุณพลังเสียงจากทั่วประเทศ โดยระบุว่าช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตนและทีมผู้สมัครไม่ได้เพียงแค่เดินหาเสียง แต่เป็นการลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และจัดทำเป็นนโยบายที่แก้ไขปัญหาได้จริง
จากการลงพื้นที่พบ 4 ประเด็นหลักที่ประชาชนให้ความสำคัญร่วมกัน คือ การรักษาอธิปไตยของแผ่นดิน การปกป้องสถาบันหลักของชาติ การกอบกู้เกียรติภูมิไทยบนเวทีโลก และการเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
ด้านความมั่นคงนายอนุทินยืนยันจุดยืนแข็งกร้าวที่จะไม่ยอมให้ชาติใดเข้ามารุกรานหรือแทรกแซงไทย โดยเฉพาะนโยบายปิดด่านชายแดนที่จะยังคงไว้จนกว่าประชาชนจะเห็นสมควร พร้อมชูผลงานที่ผ่านมาว่ารัฐบาลยุคตนไม่เคยอ่อนข้อหรือรับคำสั่งจากมหาอำนาจต่างชาติ
นายอนุทินยังชี้ให้เห็นถึงความพยายามของนักการเมืองประเทศเพื่อนบ้านที่ออกมาแทรกแซงการเลือกตั้งไทย ซึ่งสะท้อนว่าฝ่ายตรงข้ามกังวลหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล เพราะตนเจรจาต่อรองผลประโยชน์ได้ยาก พร้อมย้ำว่าหากต้องการรัฐบาลที่เป็นของคนไทย 100% ต้องเลือกพรรคนี้
นอกจากนี้ยังเล่าถึงอุปสรรคสมัยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ถูกขัดขวางด้วยเกมการเมือง แต่ตนยังคงเดินหน้าสนับสนุนกองทัพจนปกป้องแผ่นดินได้สำเร็จ และให้คำมั่นว่าหากได้รับเลือกเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก จะจัดการกับภัยคุกคามตามแนวชายแดนให้สิ้นซากเพื่อความสงบสุข
ส่วนประเด็นการปกป้องสถาบัน พรรคภูมิใจไทยประกาศจุดยืนชัดเจนที่จะไม่ยอมให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และ 2 โดยเน้นย้ำว่ารูปแบบของรัฐและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะต้องคงเดิมและไม่เปลี่ยนแปลง
นายอนุทินให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้ชีวิตเป็นเดิมพันในการรักษาสถาบันสำคัญของชาติ พร้อมฝากถึงกลุ่มที่พยายามจะแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้ยุติความคิดเสีย เพราะพรรคและประชาชนจะร่วมกันหยุดยั้งขบวนการนี้ผ่านการลงคะแนนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้
สำหรับการต่างประเทศ นายอนุทินชูนโยบาย ไทยมีที่ยืนอย่างมีเกียรติ โดยต้องไม่ตกเป็นเมืองขึ้นทางอำนาจของใคร การเจรจาใดๆ ต้องยึดถือผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่หนึ่ง และจะไม่ยอมแบ่งปันทรัพยากรชาติในลักษณะ 50:50 หากอาณาเขตพื้นที่นั้นยังไม่มีความชัดเจน
ด้านเศรษฐกิจพรรคเน้นนโยบายสร้างรายได้และลดหนี้แทนการแจกเงินอย่างไร้เหตุผล โดยมุ่งเน้นการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการปิดด่านที่ส่งผลให้ราคาพืชผลทางการเกษตร ทั้งข้าวและมันสำปะหลัง พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ช่วยให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้
ทั้งนี้ พรรคได้เปิดตัว ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ นำโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เพื่อเข้ามาบริหารประเทศด้วยระบบที่โปร่งใส ทันสมัย และมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าการเมืองแบบเดิมๆ
นายอนุทินยังได้ตอกย้ำบทบาทของ สส. ที่ต้องทำหน้าที่พัฒนาพื้นที่และดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน พร้อมโต้แย้งแนวคิดของบางพรรคที่มองว่า สส. ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการพัฒนาจังหวัด โดยขอให้ประชาชนพิจารณาจากผลงานที่จับต้องได้ของพรรคภูมิใจไทยเป็นเครื่องพิสูจน์
ในช่วงท้ายได้มีการประกาศวิสัยทัศน์หากได้จัดตั้งรัฐบาล โดยนายอนุทินจะเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมรองนายกฯ ที่คุมกระทรวงสำคัญอย่างการต่างประเทศ การคลัง และพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีความมั่นคงและไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว
นายอนุทินกล่าวปิดท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนไทยอยู่ดีกินดี มีศักดิ์ศรี ยืนบนขาของตัวเองได้โดยไม่ต้องรอรับสวัสดิการแบบขอทาน จึงขอเชิญชวนประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 ทั้งสองใบในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ


