เวทีดีเบตเชียงใหม่เดือด! ถกประชานิยม “เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน”
เวที Nation Election 2569 กรณ์–จุลพันธ์ เปิดศึกนโยบาย พรรคเพื่อไทยย้ำไม่ใช่ประชานิยม ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าฐานภาษี ขณะประชาธิปัตย์ชี้เสี่ยงทำลายวินัยการคลัง
KEY
POINTS
- เวทีดีเบตที่เชียงใหม่เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดในประเด็นนโยบายประชานิยม "เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน" ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย
- พรรคเพื่อไทยชี้แจงว่านโยบายนี้เป็นกลยุทธ์เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าระบบฐานข้อมูลของรัฐ และช่วยเพิ่มการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่ใช่ประชานิยม
- พรรคประชาธิปัตย์โต้แย้งว่านโยบายดังกล่าวอาจทำลายวินัยการคลังและเป็นการใช้เงินภาษีที่ไม่เป็นธรรม โดยชี้ว่ามีวิธีอื่นในการเก็บข้อมูลและงบประมาณสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่า
เครือเนชั่น กรุ๊ป จัดเวที “NATION ELECTION 2569 DEBATE : จุดเปลี่ยนประเทศไทย ภูมิภาค” เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ณ สวนสาธารณะองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และนโยบายสำคัญ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569
การดีเบตครั้งนี้ หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือเรื่อง “นโยบายประชานิยม” และแนวคิด “เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ระหว่าง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ถกเดือดนโยบายประชานิยม “เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน”
ในคำถามที่ 4 นายกรณ์ตั้งคำถามต่อพรรคเพื่อไทยว่า พร้อมสนับสนุนนโยบายแนวประชานิยมที่มุ่งหวังคะแนนเสียงหรือไม่ โดยไม่ได้พิจารณาว่าผู้รับเงินภาษีมีความเดือดร้อนจริง ยากจน หรือสมควรได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ ซึ่งโดยนัยหมายถึงนโยบาย “เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” และดิจิทัลวอลเล็ต
ด้านนายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า นโยบายดังกล่าวไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นการสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของรัฐ ทั้งกลุ่มเกษตรกร ผู้สูงอายุ และผู้เสียภาษี เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลแบบ real-time สำหรับบริหารจัดการประเทศและแก้ปัญหาได้ตรงจุด
นายจุลพันธ์ระบุว่า นโยบายนี้จะกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยพร้อมออกใบเสร็จ นำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ ทำให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้มากขึ้น โดยคาดว่ารัฐจะใช้งบประมาณราว 3,200 ล้านบาทต่อปี แต่จะสร้างรายได้ VAT กลับมากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อนำข้อมูลและ AI มาใช้บริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ตรงเป้าหมาย พร้อมช่วยลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยยกตัวอย่างประเทศไต้หวันและบราซิลที่สามารถเพิ่มการจัดเก็บ VAT ได้ราว 10–75% และระบุว่าธนาคารโลก (World Bank) ให้ความเห็นว่าเป็นนโยบายที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์โต้แย้งว่า คำชี้แจงดังกล่าวยังไม่ชัดเจน เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลเกษตรกรและผู้สูงอายุสามารถดำเนินการได้ผ่านนโยบายเดิม โดยไม่จำเป็นต้องใช้กลไก “ลุ้นเงินล้าน” เป็นแรงจูงใจ
พร้อมอ้างอิงงานศึกษาของ TDRI ที่เตือนว่านโยบายลักษณะนี้เข้าข่ายประชานิยม อาจบั่นทอนวินัยการคลัง และไม่เป็นธรรมต่อการใช้เงินภาษี เนื่องจากมีผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากรางวัลเพียงส่วนน้อย เปรียบเทียบว่าเงินงบประมาณจำนวนเดียวกันสามารถนำไปจัดอาหารเช้าให้นักเรียนได้ถึง 1 ล้านคน
ขณะเดียวกัน ยังตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นตัวเลข “9 ล้านบาท” ว่าเป็นเพียงความบังเอิญ หรือมีนัยเชื่อมโยงกับหมายเลขพรรคการเมือง


