posttoday

เลือกตั้ง69 :นโยบายต้านโกง คำสัญญาหรือของจริง ทำไมประชาชนยังไม่เชื่อ

25 มกราคม 2569

แม้พรรคการเมืองพร้อมใจกันชูนโยบายต้านคอร์รัปชัน แต่ประชาชนยังตั้งคำถาม เพราะประสบการณ์ในอดีตเต็มไปด้วยรัฐมนตรีสีเทาและผลประโยชน์ทับซ้อน ช่องว่างระหว่างคำพูดกับการกระทำจึงยังไม่ถูกปิด

KEY

POINTS

  • พรรคการเมืองต่างๆ ชูนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการหาเสียง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่น เพราะมองว่าเป็นเพียงคำสัญญาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
  • สาเหตุหลักของความไม่เชื่อมั่นมาจากบทเรียนในอดีต ที่รัฐบาลซึ่งเคยประกาศปราบโกงมักพัวพันกับคดีทุจริตเสียเอง รวมถึงการแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติด่างพร้อย
  • สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการกระทำที่จับต้องได้ เช่น การคัดกรองผู้สมัครอย่างจริงจัง และการไม่ปกป้องพวกพ้องที่ทุจริต เพื่อพิสูจน์ความจริงใจมากกว่าแค่คำพูดหาเสียง

นโยบายต้านโกง : คำสัญญาหรือของจริงประชาชนไม่เชื่อ เพราะประวัติศาสตร์สอนมา

ตลอดการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 แทบทุกพรรคการเมืองต่างชูนโยบาย “ต่อต้านคอร์รัปชัน” เป็นวาทกรรมหลัก ไม่ว่าจะเป็นคำมั่นเรื่องความโปร่งใส การปราบโกง หรือการปฏิรูปการเมืองให้สะอาดขึ้น ทว่าในสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อย นโยบายเหล่านี้กลับ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า พรรคการเมืองพูดอะไรในการหาเสียง แต่คือ จะทำได้จริงหรือไม่ ในวันที่ได้อำนาจบริหารประเทศ

สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง : มากกว่าสโลแกน

จากผลสำรวจและเสียงสะท้อนในสังคม สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากพรรคการเมืองด้านนโยบายต้านโกง ไม่ได้ซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม หากแต่เป็น “การกระทำที่จับต้องได้” เช่น

  • การคัดกรองผู้สมัครอย่างจริงจังก่อนส่งลงสนามเลือกตั้ง
  • การไม่ปกป้องพวกพ้อง หากพบการทุจริต
  • การเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินและผลประโยชน์อย่างโปร่งใส
  • การไม่แต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติด่างพร้อยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากกลับมองว่า สิ่งเหล่านี้ มักถูกพูดซ้ำทุกการเลือกตั้ง แต่ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ทำไมนโยบายต้านโกง “ไม่สร้างความเชื่อมั่น”

สาเหตุหลักที่ทำให้นโยบายต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองขาดความน่าเชื่อถือ คือ บทเรียนจากอดีต ที่สังคมเคยเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หลายรัฐบาลที่เคยประกาศตัวเป็น “รัฐบาลปราบโกง” กลับจบลงด้วย

  • คดีทุจริตที่พัวพันนักการเมืองระดับสูง
  • การตั้งรัฐมนตรีที่ถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรม
  • การเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ทับซ้อน
  • การใช้กลไกรัฐเพื่อปกป้องเครือข่ายอำนาจ

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนเรียนรู้ว่า คำสัญญาบนเวทีหาเสียง ไม่ใช่หลักประกันความสุจริตในทางปฏิบัติ

สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง : มากกว่าสโลแกน

จากผลสำรวจและเสียงสะท้อนในสังคม สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากพรรคการเมืองด้านนโยบายต้านโกง ไม่ได้ซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม หากแต่เป็น “การกระทำที่จับต้องได้” เช่น

  • การคัดกรองผู้สมัครอย่างจริงจังก่อนส่งลงสนามเลือกตั้ง
  • การไม่ปกป้องพวกพ้อง หากพบการทุจริต
  • การเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินและผลประโยชน์อย่างโปร่งใส
  • การไม่แต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติด่างพร้อยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากกลับมองว่า สิ่งเหล่านี้ มักถูกพูดซ้ำทุกการเลือกตั้ง แต่ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ทำไมนโยบายต้านโกง “ไม่สร้างความเชื่อมั่น”

สาเหตุหลักที่ทำให้นโยบายต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองขาดความน่าเชื่อถือ คือ บทเรียนจากอดีต ที่สังคมเคยเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หลายรัฐบาลที่เคยประกาศตัวเป็น “รัฐบาลปราบโกง” กลับจบลงด้วย

  • คดีทุจริตที่พัวพันนักการเมืองระดับสูง
  • การตั้งรัฐมนตรีที่ถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรม
  • การเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ทับซ้อน
  • การใช้กลไกรัฐเพื่อปกป้องเครือข่ายอำนาจ

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนเรียนรู้ว่า คำสัญญาบนเวทีหาเสียง ไม่ใช่หลักประกันความสุจริตในทางปฏิบัติ

 

“รัฐมนตรีสีเทา” : ตัวบั่นทอนศรัทธา

หนึ่งในปัจจัยที่ทำลายความเชื่อมั่นมากที่สุด คือปรากฏการณ์ “รัฐมนตรีสีเทา” บุคคลที่แม้ไม่ถูกชี้มูลความผิดในทางกฎหมาย แต่มีประวัติหรือความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเครือข่ายอำนาจเก่า

ทุกครั้งที่รัฐบาลเลือก “หลับตาข้างหนึ่ง” ต่อการตั้งบุคคลลักษณะนี้ สังคมย่อมตีความว่า

  • นโยบายต้านโกงมีไว้เพียงสร้างภาพ
  • การรักษาเสถียรภาพทางการเมืองสำคัญกว่าความโปร่งใส
  • ระบบอุปถัมภ์ยังคงเป็นตัวกำหนดการจัดสรรอำนาจ

ผลลัพธ์คือ ความศรัทธาต่อพรรคการเมืองค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลง

ผลประโยชน์ทับซ้อน : ปัญหาที่ไม่เคยหายไป

แม้จะมีกฎหมายและกลไกตรวจสอบจำนวนมาก แต่ ผลประโยชน์ทับซ้อน ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังในระบบการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น

  • นักการเมืองที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มทุน
  • การออกนโยบายเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
  • การจัดสรรงบประมาณที่บิดเบี้ยวจากผลประโยชน์ส่วนตัว

เมื่อประชาชนเห็นว่านโยบายต้านโกงไม่สามารถแตะต้องปัญหาเหล่านี้ได้จริง ความไม่เชื่อมั่นจึงยิ่งฝังลึก

พรรคการเมืองควรทำอะไร “มากกว่าแค่หาเสียง”

หากพรรคการเมืองต้องการฟื้นศรัทธา นโยบายต้านคอร์รัปชันจำเป็นต้องก้าวพ้นการเป็นเพียงคำประกาศบนเวที โดยควรแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า

มีระบบตรวจสอบภายในพรรคที่เป็นอิสระและจริงจัง

พร้อมลงโทษสมาชิกของตนเอง หากพบการทุจริต

ไม่นำบุคคลที่มีปัญหาจริยธรรมเข้ามาในโครงสร้างอำนาจ

เปิดพื้นที่ให้สังคมและสื่อมวลชนตรวจสอบอย่างไม่ปิดกั้น

สิ่งเหล่านี้คือ “ต้นทุนความเชื่อมั่น” ที่ต้องสร้างล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยแก้ไข

ความคาดหวัง vs ความจริง

ในสายตาของประชาชน นโยบายต้านโกงจึงไม่ใช่คำถามว่า ใครพูดได้ไพเราะกว่า แต่คือ ใครกล้าตัดสินใจยากกว่า เมื่อต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ทางการเมืองกับความถูกต้อง

การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า พรรคการเมืองจะยังคงใช้ “ต่อต้านคอร์รัปชัน” เป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง หรือจะเปลี่ยนให้เป็น สัญญาที่ผูกมัดตัวเองในทางปฏิบัติ

บทสรุป

เหตุที่ประชาชนไม่เชื่อ ไม่ได้เกิดจากความไม่เข้าใจนโยบาย หากแต่เพราะ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนมาแล้วว่า คำสัญญาไม่เท่ากับความจริง

การทวงถามความจริงใจจากพรรคการเมือง จึงไม่ใช่ความคาดหวังเกินจริง แต่คือเงื่อนไขพื้นฐานของประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องการเห็น

 

ข่าวล่าสุด

สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ