เลือกตั้ง69 :นโยบายต้านโกง คำสัญญาหรือของจริง ทำไมประชาชนยังไม่เชื่อ
แม้พรรคการเมืองพร้อมใจกันชูนโยบายต้านคอร์รัปชัน แต่ประชาชนยังตั้งคำถาม เพราะประสบการณ์ในอดีตเต็มไปด้วยรัฐมนตรีสีเทาและผลประโยชน์ทับซ้อน ช่องว่างระหว่างคำพูดกับการกระทำจึงยังไม่ถูกปิด
KEY
POINTS
- พรรคการเมืองต่างๆ ชูนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการหาเสียง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่น เพราะมองว่าเป็นเพียงคำสัญญาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
- สาเหตุหลักของความไม่เชื่อมั่นมาจากบทเรียนในอดีต ที่รัฐบาลซึ่งเคยประกาศปราบโกงมักพัวพันกับคดีทุจริตเสียเอง รวมถึงการแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติด่างพร้อย
- สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการกระทำที่จับต้องได้ เช่น การคัดกรองผู้สมัครอย่างจริงจัง และการไม่ปกป้องพวกพ้องที่ทุจริต เพื่อพิสูจน์ความจริงใจมากกว่าแค่คำพูดหาเสียง
นโยบายต้านโกง : คำสัญญาหรือของจริงประชาชนไม่เชื่อ เพราะประวัติศาสตร์สอนมา
ตลอดการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 แทบทุกพรรคการเมืองต่างชูนโยบาย “ต่อต้านคอร์รัปชัน” เป็นวาทกรรมหลัก ไม่ว่าจะเป็นคำมั่นเรื่องความโปร่งใส การปราบโกง หรือการปฏิรูปการเมืองให้สะอาดขึ้น ทว่าในสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อย นโยบายเหล่านี้กลับ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า พรรคการเมืองพูดอะไรในการหาเสียง แต่คือ จะทำได้จริงหรือไม่ ในวันที่ได้อำนาจบริหารประเทศ
สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง : มากกว่าสโลแกน
จากผลสำรวจและเสียงสะท้อนในสังคม สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากพรรคการเมืองด้านนโยบายต้านโกง ไม่ได้ซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม หากแต่เป็น “การกระทำที่จับต้องได้” เช่น
- การคัดกรองผู้สมัครอย่างจริงจังก่อนส่งลงสนามเลือกตั้ง
- การไม่ปกป้องพวกพ้อง หากพบการทุจริต
- การเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินและผลประโยชน์อย่างโปร่งใส
- การไม่แต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติด่างพร้อยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากกลับมองว่า สิ่งเหล่านี้ มักถูกพูดซ้ำทุกการเลือกตั้ง แต่ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ทำไมนโยบายต้านโกง “ไม่สร้างความเชื่อมั่น”
สาเหตุหลักที่ทำให้นโยบายต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองขาดความน่าเชื่อถือ คือ บทเรียนจากอดีต ที่สังคมเคยเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลายรัฐบาลที่เคยประกาศตัวเป็น “รัฐบาลปราบโกง” กลับจบลงด้วย
- คดีทุจริตที่พัวพันนักการเมืองระดับสูง
- การตั้งรัฐมนตรีที่ถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรม
- การเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ทับซ้อน
- การใช้กลไกรัฐเพื่อปกป้องเครือข่ายอำนาจ
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนเรียนรู้ว่า คำสัญญาบนเวทีหาเสียง ไม่ใช่หลักประกันความสุจริตในทางปฏิบัติ
สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง : มากกว่าสโลแกน
จากผลสำรวจและเสียงสะท้อนในสังคม สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากพรรคการเมืองด้านนโยบายต้านโกง ไม่ได้ซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม หากแต่เป็น “การกระทำที่จับต้องได้” เช่น
- การคัดกรองผู้สมัครอย่างจริงจังก่อนส่งลงสนามเลือกตั้ง
- การไม่ปกป้องพวกพ้อง หากพบการทุจริต
- การเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินและผลประโยชน์อย่างโปร่งใส
- การไม่แต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติด่างพร้อยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากกลับมองว่า สิ่งเหล่านี้ มักถูกพูดซ้ำทุกการเลือกตั้ง แต่ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ทำไมนโยบายต้านโกง “ไม่สร้างความเชื่อมั่น”
สาเหตุหลักที่ทำให้นโยบายต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองขาดความน่าเชื่อถือ คือ บทเรียนจากอดีต ที่สังคมเคยเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลายรัฐบาลที่เคยประกาศตัวเป็น “รัฐบาลปราบโกง” กลับจบลงด้วย
- คดีทุจริตที่พัวพันนักการเมืองระดับสูง
- การตั้งรัฐมนตรีที่ถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรม
- การเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ทับซ้อน
- การใช้กลไกรัฐเพื่อปกป้องเครือข่ายอำนาจ
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนเรียนรู้ว่า คำสัญญาบนเวทีหาเสียง ไม่ใช่หลักประกันความสุจริตในทางปฏิบัติ
“รัฐมนตรีสีเทา” : ตัวบั่นทอนศรัทธา
หนึ่งในปัจจัยที่ทำลายความเชื่อมั่นมากที่สุด คือปรากฏการณ์ “รัฐมนตรีสีเทา” บุคคลที่แม้ไม่ถูกชี้มูลความผิดในทางกฎหมาย แต่มีประวัติหรือความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเครือข่ายอำนาจเก่า
ทุกครั้งที่รัฐบาลเลือก “หลับตาข้างหนึ่ง” ต่อการตั้งบุคคลลักษณะนี้ สังคมย่อมตีความว่า
- นโยบายต้านโกงมีไว้เพียงสร้างภาพ
- การรักษาเสถียรภาพทางการเมืองสำคัญกว่าความโปร่งใส
- ระบบอุปถัมภ์ยังคงเป็นตัวกำหนดการจัดสรรอำนาจ
ผลลัพธ์คือ ความศรัทธาต่อพรรคการเมืองค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลง
ผลประโยชน์ทับซ้อน : ปัญหาที่ไม่เคยหายไป
แม้จะมีกฎหมายและกลไกตรวจสอบจำนวนมาก แต่ ผลประโยชน์ทับซ้อน ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังในระบบการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น
- นักการเมืองที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มทุน
- การออกนโยบายเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
- การจัดสรรงบประมาณที่บิดเบี้ยวจากผลประโยชน์ส่วนตัว
เมื่อประชาชนเห็นว่านโยบายต้านโกงไม่สามารถแตะต้องปัญหาเหล่านี้ได้จริง ความไม่เชื่อมั่นจึงยิ่งฝังลึก
พรรคการเมืองควรทำอะไร “มากกว่าแค่หาเสียง”
หากพรรคการเมืองต้องการฟื้นศรัทธา นโยบายต้านคอร์รัปชันจำเป็นต้องก้าวพ้นการเป็นเพียงคำประกาศบนเวที โดยควรแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
มีระบบตรวจสอบภายในพรรคที่เป็นอิสระและจริงจัง
พร้อมลงโทษสมาชิกของตนเอง หากพบการทุจริต
ไม่นำบุคคลที่มีปัญหาจริยธรรมเข้ามาในโครงสร้างอำนาจ
เปิดพื้นที่ให้สังคมและสื่อมวลชนตรวจสอบอย่างไม่ปิดกั้น
สิ่งเหล่านี้คือ “ต้นทุนความเชื่อมั่น” ที่ต้องสร้างล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยแก้ไข
ความคาดหวัง vs ความจริง
ในสายตาของประชาชน นโยบายต้านโกงจึงไม่ใช่คำถามว่า ใครพูดได้ไพเราะกว่า แต่คือ ใครกล้าตัดสินใจยากกว่า เมื่อต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ทางการเมืองกับความถูกต้อง
การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า พรรคการเมืองจะยังคงใช้ “ต่อต้านคอร์รัปชัน” เป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง หรือจะเปลี่ยนให้เป็น สัญญาที่ผูกมัดตัวเองในทางปฏิบัติ
บทสรุป
เหตุที่ประชาชนไม่เชื่อ ไม่ได้เกิดจากความไม่เข้าใจนโยบาย หากแต่เพราะ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนมาแล้วว่า คำสัญญาไม่เท่ากับความจริง
การทวงถามความจริงใจจากพรรคการเมือง จึงไม่ใช่ความคาดหวังเกินจริง แต่คือเงื่อนไขพื้นฐานของประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องการเห็น


