เลือกตั้ง69: ชูวิทย์ เขย่าพรรคประชาชนเสียงอิสระหรือเกมอำนาจเก่า
การโจมตีพรรคประชาชนของชูวิทย์ก่อนเลือกตั้ง 2569 จุดประกายคำถามใหญ่ ใครได้ประโยชน์จากวาทกรรมนี้ นักวิชาการชี้อาจบ่อนเซาะการเมืองใหม่ และพาไทยวนกลับสู่อำนาจเดิม
KEY
POINTS
- ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์เปลี่ยนบทบาทจากผู้สนับสนุนมาเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชนอย่างหนัก โดยอ้างว่าเป็นความห่วงใยและต้องการสั่งสอนการเมืองแนวใหม่
- นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวของชูวิทย์อาจเป็นเครื่องมือของ "อำนาจเก่า" เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของพรรคประชาชนก่อนการเลือกตั้ง
- บทความทิ้งคำถามสำคัญว่าการกระทำของชูวิทย์เป็น "เสียงอิสระ" ที่แท้จริง หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อสั่นคลอนคู่แข่งทางการเมือง
รายงานพิเศษ
เมื่อ “เสียงอิสระ” เขยิบเข้าใกล้เกมอำนาจ
ชูวิทย์–พรรคประชาชน–คำถามต่อทิศทางการเมืองไทยก่อนเลือกตั้ง 2569
ก่อนพายุการเมืองจะก่อตัว มักมีช่วงเวลาแห่งความเงียบงัน—เงียบจนได้ยินเพียงเสียงกระซิบของผู้เล่นที่ไม่อยู่บนกระดานอย่างเป็นทางการ แต่กลับมีอิทธิพลต่อทิศทางเกมอย่างคาดไม่ถึง ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งปี 2569
เสียงเช่นนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ผ่านบทบาทและถ้อยคำของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งกำลังเคลื่อนจาก “นักเปิดโปง” ไปสู่ “ผู้วิพากษ์การเมืองใหม่” อย่างเข้มข้น
นักวิชาการตั้งคำถาม: ใครได้ประโยชน์
รองศาสตราจารย์ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา ตั้งคำถามผ่านบทความ “ชูวิทย์ : เสียงอิสระ หรือเครื่องมือของอำนาจเก่า” โดยชวนสังคมมอง “บทบาท” มากกว่า “ตัวบุคคล”
สาระสำคัญของข้อสังเกตคือ การเปลี่ยนเป้าการวิพากษ์จาก “อำนาจจารีต” มาสู่ พรรคประชาชน อย่างต่อเนื่อง วาทกรรมที่ถูกใช้ซ้ำ ตั้งแต่ “หิวอำนาจ” “เด็กเล่นการเมือง” ไปจนถึง “ไม่รู้เกมนักการเมืองเก่า” เมื่อฟังผิวเผินอาจเหมือนคำเตือนจากผู้มีประสบการณ์ แต่ในเชิงโครงสร้างกลับทำงานลึกกว่า
นักวิชาการชี้ว่า วาทกรรมลักษณะนี้มีผลสามชั้น
หนึ่ง ลดทอนปัญหาเชิงโครงสร้างให้เหลือเพียงศีลธรรมของปัจเจก
สอง ทำให้การเมืองที่ยึดหลักการถูกมองว่าไร้เดียงสา ขณะที่ “ดีลหลังบ้าน” กลายเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ
สาม ผลิตซ้ำตรรกะอนุรักษนิยมที่เชื่อว่า ประเทศควรถูกบริหารโดย “ผู้ใหญ่ที่รู้เกม” มากกว่าการเมืองของประชาชน
นัยสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ระบบอำนาจเก่าไม่จำเป็นต้องออกมาพูดเอง หากมี “ตัวแสดงแทน” ทำหน้าที่สื่อสารแทน พูดแรง พูดตรง และไม่ต้องรับผิดชอบต่อสถาบันใด
จากผู้สนับสนุนสู่ผู้วิพากษ์: มุมมองของชูวิทย์
อีกด้านหนึ่ง ชูวิทย์ อธิบายการเปลี่ยนจุดยืนว่าเป็น “ความห่วงใย” ต่อการเมืองแนวใหม่ โดยยอมรับว่าจากเดิมที่เคยสนับสนุน กลายเป็นผู้วิพากษ์เพื่อ “สั่งสอน” และทำให้พรรคแหลมคมขึ้น
ประเด็นวิจารณ์หลักสะท้อนผ่าน 5 แกนสำคัญ
1) อำนาจกับกระบวนการตัดสินใจ ตั้งข้อสังเกตถึงการรวมศูนย์อำนาจ โดยเฉพาะบทบาทของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในการตัดสินใจสำคัญ
2) กลยุทธ์เหนืออุดมการณ์ ไม่เห็นด้วยกับการโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล มองว่าเป็นความผิดพลาดที่สร้างคู่แข่งทางการเมือง
3) มาตรฐานจริยธรรม ชี้ความย้อนแย้งกรณีใช้ข้อมูลทางการเมืองแล้วตีตัวออกห่างในภายหลัง
4) การจัดการภายในพรรค วิจารณ์การให้ความสำคัญกับเทคโนแครตมากกว่าคนทำงานภาคสนาม
5) บทสรุปเชิงเปรียบเทียบ เปรียบพรรคเป็น “ส้มที่ยังไม่สุก” พร้อมวลี “เพราะรักมากจึงแค้นมาก”
คำถามปลายเปิดต่อทิศทางประเทศ
เมื่อพิจารณาผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ใครพูดจริงหรือเจตนาดีเพียงใด หากแต่คือ “ถ้อยคำเหล่านั้นกำลังทำงานให้ใคร” และกำลังพาประเทศไปสู่การเมืองแบบใด
ระหว่าง “เสียงอิสระ” กับ “เครื่องมือของอำนาจ” เส้นแบ่งอาจไม่ชัดเจน แต่ผลสะเทือนชัดเจนต่อความเชื่อมั่นของสังคมต่อการเมืองใหม่ ในห้วงเวลาที่การเลือกตั้ง 2569 ใกล้เข้ามา คำถามสุดท้ายจึงตกอยู่กับประชาชนว่า จะอ่านเกมนี้อย่างไร และจะเลือกอนาคตแบบไหนให้ประเทศเดินต่อไป.


