
ข้าวกับสิทธิบัตร
....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ในฉบับที่แล้วได้ยกตัวอย่างตัวสินค้าเกษตรและสินค้าที่น่าจะเป็นพืชสมุนไพรของไทย เพื่อให้เห็นความเข้าใจผิด หรือความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง จะได้เข้าใจตรงกัน และหากจะแก้ไขก็จะได้ช่วยกันคิดโดยมีข้อมูลและข้อเท็จจริงเท่าๆ กัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องข้าว ทั้ง Jazzmen และข้าวหอมมะลิพันธุ์ของไทยเองที่เมื่อเขาเอาไปพัฒนาแล้วออกสู่ตลาดก็ใช้ชื่อว่า
“เจส” และก็ขอย้ำไว้ในฉบับนี้ด้วยว่า เป็นการทำเพื่อออกสู่ตลาด แต่ไม่ได้จดสิทธิบัตร ดังนั้นหากไทยเราสามารถวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิของเรา ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ หรือแม้แต่ปทุม ฯลฯ จนผลผลิตข้าวของเราได้ 1,200 กก.ต่อไร่ เท่าๆ เขา หรือทำได้มากกว่า ก็สามารถจดสิทธิบัตรได้ ไม่ต้องกลัว ขอให้รีบๆ พัฒนากันเข้าเถอะที่ยกตัวอย่างมานี้ยังไม่หมด ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอยกอีกสัก 12 อย่าง เป็นเรื่องดังๆ ที่เพิ่งผ่านมาปีกว่าๆ มานี้ เพื่อให้เข้าใจได้ตรงกันดังกล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งเรื่องหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง
“ข้าว” อีกนั่นแหละ ทำไงได้ ตั้งแต่เกิดจนตายคนไทยเราก็กินแต่ข้าว วันไหนไม่ได้กินข้าว ก็ให้รู้สึกโหวงๆ ชอบกล และข้าวก็เป็นสินค้าส่งออกสำคัญสินค้าหนึ่งของไทย ถึงแม้ว่าจะต้องส่งออกกันไม่รู้กี่ลำเรือ หากจะให้ได้เงินไปซื้อเครื่องบินโดยสารสักลำ หรือรถไฟสักขบวน แถมถ้าท่านผู้อ่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์ หรือเป็นนักสังเกตศาสตร์ ก็จะทราบว่าคนจะมีเงินมากขึ้นแค่ไหน หรือราคาข้าวจะตกไปมากมายอย่างไร ความต้องการกินข้าวก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายตาม แต่ก็นั่นแหละ เราผูกพันกับ “ข้าว” มาตั้งแต่เกิดจนตาย โดยเฉพาะในเรื่องข้าวหอมมะลิ ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปีกว่ามานี้ และเป็นข่าวออกมากพักหนึ่งจึงเป็นเรื่องของข้าวหอมมะลิอีกเช่นกัน โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สหรัฐจดสิทธิบัตรข้าวหอมมะลิของไทยให้แล้ว ขณะที่ในไทยยังไม่มีการจดสิทธิบัตรให้ ซึ่งที่จริงแล้วเจ้าหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานได้มีการหารือกันมาโดยตลอด และเห็นกันว่าควรจะไปยื่นขอจดสิทธิบัตรในสหรัฐก่อน คงจะต้องขออนุญาตเอ่ยชื่อหน่วยงานทั้งสองสักหน่อย หน่วยงานดังกล่าวก็คือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันแต่ชื่อสั้นๆ ว่า “สวทช.” ซึ่งเป็นผู้ยื่นขอจดสิทธิบัตรข้าวหอมมะลิ กับหน่วยงานผู้มีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและจดสิทธิบัตร คือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่อยู่ภายใต้กระทรวงพาณิชย์นั่นเองการยื่นขอจดสิทธิบัตรในสหรัฐในเรื่องข้าวหอมมะลินี้ยื่นไว้หลายตัว ได้แก่
1) วิธีการหรือกระบวนการที่ทำให้ข้าวหอมมะลิมีความหอมเพิ่มขึ้น เนื่องจากการจดสิทธิบัตรนั้น อาจจดตัวผลิตภัณฑ์ หรือกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์นั้นก็ได้ ดังได้กล่าวไว้ในช่วงต้นๆ ที่อธิบายเรื่องสิทธิบัตรแล้ว และสหรัฐก็ได้จดให้แล้ว
2) นอกจากนี้ก็ยื่นจด
“ยีน” ที่ทำให้ข้าวหอมมะลิมีกลิ่นหอม ยีนเหล่านี้มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ซึ่งสหรัฐก็เพิ่งทำการจดสิทธิบัตรให้เมื่อปีที่แล้วนี่เอง3) ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ไทยยื่นขอจดสิทธิบัตรไว้ แต่สหรัฐยังไม่ได้จดสิทธิบัตรให้ เนื่องจากเห็นว่าข้อมูลสนับสนุนยังไม่เพียงพอ และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรอข้อมูล หรือผลรับที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการขอจดสิทธิบัตร ก็คือ เรื่องของการนำความหอมของข้าวหอมมะลิไปเพิ่มให้กับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวโพด เป็นต้น
ฟังดูก็น่าสนุกดี แต่จะมาจดในประเทศไทยได้แค่ไหนก็ต้องกลับไปดูสิ่งที่ประชาชนคนไทยผู้รักชาติทั้งหลายทำกันไว้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนคงไม่ขอให้ความเห็นว่าดีหรือไม่ ถูกหรือผิด เพราะน่าจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับช่วงจังหวะและเวลา และก็ไม่น่าจะมีใครถูกทั้งหมด หรือผิดได้ทั้งหมด เราล็อกเขาไม่ให้มาจดในบ้านเรา เราก็ล็อกตัวเราเองด้วย เพราะกฎหมายไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
เรื่องการจดสิทธิบัตรกระบวนการเพิ่มความหอมของข้าวหอมมะลินั้น คงจะไม่มีปัญหาในการจดในประเทศไทย สามารถจดได้ ซึ่ง สวทช.ก็ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยแล้ว โดยยื่นขอจดภายใน 1 ปีนับจากที่ไปยื่นขอจดสิทธิบัตรในสหรัฐแล้ว เนื่องจากตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 และ 2542 หากจะไปจดสิทธิบัตรนอกราชอาณาจักรจะต้องกลับมายื่นขอจดสิทธิบัตรนั้นในประเทศไทยภายใน 1 ปี
แต่ประเด็นที่น่าคิดก็คือ การจด
“ยีน” ความหอมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวที่สองที่ไทยยื่นขอจดสิทธิบัตรในสหรัฐ และสหรัฐเพิ่งจะจดให้เราเมื่อปีที่แล้วนั้น ในแง่ของกฎหมายไทยเองได้เปิดให้จดสิทธิบัตรได้หรือไม่ เพราะพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 และ 2542 ไม่อนุญาตให้จดสิทธิบัตรพืช และสัตว์ หรือสารสกัดจากพืช หรือสัตว์ แถมเรื่องของจีเอ็มโอ (GMO : Genetically Modified Organism) ตามข้อ 3 ก็จดไม่ได้อีก แม้ไม่มีห้ามไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า เรื่องจีเอ็มโอเป็นเรื่องที่คนไทยกลัวกัน แล้วก็ถูกต่อต้านมาตลอด นโยบายของรัฐบาลก็ไม่ให้ทำในเชิงการค้า ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่ายังไม่เปลี่ยนเรื่องของเรื่องจึงเป็นเรื่องน่าคิดว่า 2 เรื่องหลังนี้อาจจะเป็นเรื่องที่จดสิทธิบัตรได้ในสหรัฐ แต่จดสิทธิบัตรในไทยไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องของข้าวหอมมะลิของไทยแท้ๆ และก็คิดวิจัยและพัฒนาโดยคนด้วย แต่คราวนี้ก็คงว่ากันไม่ได้ และที่สำคัญก็คือ เราจดของเราเองไม่ได้ และเราก็จดให้ชาติไหนไม่ได้เหมือนกัน ก็เป็นอันว่าใครจะมาจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับพืช หรือสัตว์ ในไทยไม่ว่าชาติไหน หรือแม้แต่ไทยเองก็จดไม่ได้ ซึ่งน่าจะยุติธรรมดี
ผู้เขียนเห็นจะต้องหยุดยกตัวอย่างกันไว้ในฉบับนี้ เรียกว่า ยกตัวอย่างกันแต่พอหอมปากหอมคอ ให้ได้เห็นภาพกันบ้างว่าอะไรเป็นอะไร แล้วคราวหน้าจะได้มาว่าด้วยเรื่องวิชาการกันต่อไป







