เลือกตั้ง69 : ภาคใต้เปลี่ยนขั้วการเมือง คะแนนเสียงอยู่ที่ผลงานจริง
ความเหลื่อมล้ำรายได้ น้ำท่วมซ้ำซาก และเศรษฐกิจชะลอ บีบทุกพรรคต้องปรับยุทธศาสตร์ การเลือกตั้งภาคใต้ครั้งนี้ วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ภาพจำเดิม
KEY
POINTS
- ภูมิทัศน์การเมืองภาคใต้ไม่ได้เป็นฐานเสียงผูกขาดของพรรคใดพรรคหนึ่งอีกต่อไป โดยความยึดโยงทางการเมืองแบบเดิมลดความสำคัญลง
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายที่จับต้องได้และสามารถแก้ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ และปัญหาเชิงโครงสร้างในพื้นที่ได้จริง
- ผลการเลือกตั้งปี 2569 จะขึ้นอยู่กับผลงานและความสามารถในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน มากกว่าชื่อเสียงพรรคในอดีต
ภาคใต้ไม่ใช่พื้นที่ของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป
ภูมิทัศน์การเมืองภาคใต้ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็น “ฐานเสียงประจำ” ของพรรคการเมืองบางพรรค กำลังกลายเป็นสมรภูมิเปิดที่ทุกพรรคต้องเริ่มต้นใหม่เกือบทั้งหมด
สูตรการเมืองแบบเดิมที่ยึดโยงกับความคุ้นเคยหรือสายสัมพันธ์ทางการเมืองในอดีต เริ่มไม่สามารถตอบโจทย์สังคมปัจจุบันได้อีกต่อไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากหันมาพิจารณานโยบายที่ส่งผลต่อชีวิตจริง ทั้งเรื่องรายได้ ความมั่นคงทางอาชีพ และต้นทุนการดำรงชีวิต
ปัจจัยเร่งสำคัญคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะอุทกภัยซ้ำซากในหลายจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง รวมถึงอำเภอหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้ทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับประสิทธิภาพของการบริหารจัดการรัฐมากกว่าการยึดโยงทางการเมืองแบบเดิม
หาดใหญ่กับโจทย์ “รีสตาร์ท” เศรษฐกิจภาคใต้
หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่ได้เป็นเพียงเมืองศูนย์กลางการค้า แต่เป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของภาคใต้ คิดเป็นสัดส่วนราว 3% ของ GDP ภูมิภาค การฟื้นตัวของเมืองนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งภาค
โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน “6 เครื่องยนต์หลัก” ตั้งแต่การแพทย์ การศึกษา อุตสาหกรรมยางพาราและปาล์มน้ำมัน ภาคเกษตรกรรมโดยรอบ การท่องเที่ยว และบทบาทศูนย์กลางค้าปลีก–โลจิสติกส์
หาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยวราว 7 ล้านคนต่อปี ส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน หากเมืองไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตได้ ก็ยากที่จะรักษาบทบาททางเศรษฐกิจในระยะยาว
ในเชิงการเมือง หาดใหญ่จึงกลายเป็นพื้นที่ที่นโยบายต้อง “ทำได้จริง” มากกว่าคำสัญญา เพราะผลลัพธ์ของเศรษฐกิจเมืองนี้สะท้อนโดยตรงถึงศักยภาพของพรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ
ความเหลื่อมล้ำ รายได้ และสมรภูมิเลือกตั้ง
ข้อมูลรายได้ต่อหัวของจังหวัดภาคใต้สะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน จังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตมีรายได้ต่อหัวสูงกว่า 3 แสนบาทต่อปี ขณะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปัตตานีกลับอยู่ในอันดับต่ำสุดของภูมิภาค
ช่องว่างดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นปัจจัยทางการเมืองที่สำคัญ จังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติมีโจทย์ต่างจากจังหวัดที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และประชาชนยังเผชิญปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้าง
ภาคใต้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 7.1 ล้านคน โดยกลุ่ม Gen Y และ Gen X รวมกันกว่า 4 ล้านคน คือกลุ่มชี้ขาดผลเลือกตั้ง ขณะที่ First Voter และผู้สูงอายุยังเป็นกลุ่มที่ทุกพรรคต้องให้ความสำคัญ
เมื่อรวมกับสมรภูมิสำคัญอย่างสงขลา นครศรีธรรมราช และสามจังหวัดชายแดนใต้ การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการวัดกระแส แต่คือการทดสอบว่านโยบายเศรษฐกิจใดสามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนใต้ได้มากที่สุด
การเมืองภาคใต้กำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ไม่มีใคร “จองพื้นที่” ไว้ล่วงหน้าได้อีกต่อไป ผู้ชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อพรรค แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการฟื้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม
ภาคใต้ในวันนี้จึงเปรียบเหมือนสนามแข่งที่วัดกันด้วยพลังของนโยบายและความเชื่อมั่นจากประชาชน มากกว่าสายสัมพันธ์ทางการเมืองแบบเดิม.
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
ที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม)


