เศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงฟุบ เลือกตั้งชี้ชะตาความเชื่อมั่น
GDP ไทยปี 2569 โตต่ำกว่าศักยภาพ ส่งออกสะดุด ค่าเงินบาทแข็ง หนี้สูง การเมืองไม่ชัด เอกชนชะลอลงทุน เลือกตั้ง 8 ก.พ. คือจุดเปลี่ยนเรียกความเชื่อมั่นฟื้นเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกประเมินว่าเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและมีความเสี่ยงสูงจาก 5 ปัจจัยรุมเร้า ทั้งการส่งออกติดลบ หนี้ครัวเรือนสูง และโครงสร้างการผลิตที่ล้าสมัย
- การเลือกตั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พรรคการเมืองต่างๆ พยายามเสนอนโยบายเศรษฐกิจเพื่อชิงความเชื่อมั่นจากประชาชนและภาคเอกชนที่กำลังชะลอการลงทุน
- ความชัดเจนของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง คือกุญแจสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น เพื่อปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนและเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
เลือกตั้งคือจุดเปลี่ยน แต่โจทย์ใหญ่คือความเชื่อมั่นและโครงสร้างเศรษฐกิจ
ปี 2569 เป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจและการเมืองไทย ท่ามกลางการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เศรษฐกิจกลับถูกประเมินว่าอาจเติบโตเพียง 1.5–2.7% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรอยู่ราว 3.5% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยัง “อ่อนแรง” มากกว่าจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน
5 แรงกดดันรุมเร้า เศรษฐกิจไทยปี 2569
1. ส่งออกติดลบ–ค่าเงินบาทแข็ง
กำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่อาจสูงกว่า 19% ผนวกกับค่าเงินบาทแข็งขึ้นกว่า 9% กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อภาคส่งออก รายได้จากต่างประเทศอาจหายไปถึง 6–7 แสนล้านบาท
2. โครงสร้างการผลิต “โลกไม่ซื้อ”
ไทยยังพึ่งพาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขณะที่การแข่งขันโลกขยับสู่เทคโนโลยีขั้นสูง แต่ไทยยังเข้าไม่ถึงห่วงโซ่การผลิตใหม่ เช่น ชิป หรือนวัตกรรมมูลค่าสูง
3. หนี้ครัวเรือน–หนี้เอกชนสูง
ภาระหนี้ยังเป็นตัวฉุดกำลังซื้อ ทำให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวได้จำกัด
4. การเมืองไม่ชัด เอกชนชะลอลงทุน
ช่วงก่อน–หลังเลือกตั้ง จนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ราวเดือนพฤษภาคม ทำให้ภาคเอกชนเลือก “ชะลอ” มากกว่า “เสี่ยง”
5. สังคมสูงวัย–แรงกดดันสิ่งแวดล้อมโลก
ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันต้องรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อมโลก เช่น CBAM หากปรับตัวไม่ทัน ต้นทุนธุรกิจจะสูงขึ้นทันที
พรรคการเมืองงัดนโยบายเศรษฐกิจ ชิงความเชื่อมั่น
บนเวทีเลือกตั้ง พรรคการเมืองหลักต่างพยายามชูแนวทางแก้ปัญหาปากท้องและหนี้สิน
พรรคเพื่อไทย
เน้นประสบการณ์และความพร้อมเชิงโครงสร้าง เสนอการแก้ปัญหาแบบรับฟังเสียงประชาชนทั้งจากฐานล่างและเชิงนโยบาย มองว่าตนเองคือพรรคที่พาประเทศหลุดจากกับดักความยากจนได้
พรรคภูมิใจไทย
ชูทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ ภายใต้แนวคิด “พูดแล้วทำ พลัส” เน้นนโยบายเฉพาะหน้าอย่าง คนละครึ่ง พลัส ควบคู่การอัปสกิลแรงงานด้าน AI และการดูแลหนี้ผู้สูงอายุ
พรรคประชาชน
เสนอการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศผ่านแนวคิด “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน และไทยโลก” มองการตัดวงจรอำนาจเดิมเป็นกุญแจสู่เศรษฐกิจที่เท่าเทียม
เลือกตั้ง 2569 กับการรีสตาร์ทเศรษฐกิจภาคใต้
“หาดใหญ่” ถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนเศรษฐกิจไทยได้ชัดที่สุด เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ที่มีเครื่องยนต์หลัก 6 ด้าน ตั้งแต่การแพทย์ การศึกษา เกษตร อุตสาหกรรมยาง–ปาล์ม การท่องเที่ยว ไปจนถึงค้าปลีก–ค้าส่ง แต่ถูกซ้ำเติมจากน้ำท่วมใหญ่ในรอบกว่า 300 ปี
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันงบฟื้นฟูและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระดับพื้นที่
ขณะเดียวกัน ภาคใต้ไม่ใช่ฐานเสียงผูกขาดของพรรคใดอีกต่อไป โดย Gen X และ Gen Y รวมกันกว่า 60% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลายเป็นตัวแปรหลักที่ต้องการนโยบาย “กินได้จริง”
กุญแจฟื้นเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง
- ความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ = ปลดล็อกความเชื่อมั่น
- นักลงทุนที่ถือบัตร BOI แต่ยังไม่ลงเงินจริง อาจกลับมาเดินหน้า
- การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรัฐ จะเป็น “หัวรถจักร” ประคองเศรษฐกิจในช่วงเอกชนยังลังเล
เศรษฐกิจไทยปี 2569 เปรียบเหมือน รถเก่าที่เครื่องเริ่มสะดุด ท่ามกลางพายุจากเศรษฐกิจโลก หากไม่เร่งเปลี่ยนอะไหล่ ปรับโครงสร้าง และมีรัฐบาลที่ชัดเจนในการขับเคลื่อน ประเทศมีโอกาส “ฟุบ” มากกว่า “ฟื้น”
และหากมองเศรษฐกิจภาคใต้เป็นเรือเดินสมุทร หาดใหญ่คือห้องเครื่องหลัก หากห้องเครื่องยังไม่ถูกซ่อม เรือทั้งลำย่อมฝ่าคลื่นลมการเมืองและเศรษฐกิจโลกไปได้ยาก
เรียบเรียง :อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม)


